Friday, September 4, 2009

คุณเป็นสาวสีอะไร

สาวสีแดง
เกิดวันที่ 23ธันวาคม - 1มกราคมและ 25มิถุนายน - 4 กรกฎาคม คุณเป็นผู้หญิงที่น่ารักเลยมักจะตกหลุมรักบ่อยๆ และคุณก็ชอบที่จะเป็นอย่างนั้นซะด้วยคุณเป็นคนที่สดใสร่าเริง แต่ก็มีโวยวายบ้างในบางครั้ง งานที่คุณถนัดคืองานที่เทคแคร์ผู้คน จงภูมิใจเถิดว่าคุณเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขที่สุด สำหรับผู้ชายที่คุณชอบคือผู้ชายไม่เรื่องมาก และทำให้คุณสบายใจทุกครั้งที่อยู่กับเขา

สาวสีชมพู
เกิดวันที่ 24 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ และ 26กรกฎาคม -4 สิงหาคม
สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้นเป็นสิ่งที่คุณต้องการ
ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ต้องทำให้ดีที่สุด
เป็นที่พึ่งของเพื่อนๆ
คุณไม่ใช่คนที่พอใจอะไรง่ายๆและออกจะมองโลกในแง่ลบสักหน่อย
และคุณเฝ้ารอใครบางคนที่จะทำชีวิตรักของคุณเหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยาย

สาวสีส้ม
เกิดวันที่ 2 - 11 มกราคม และ 5 -14 กรกฎาคม
คุณมีความรับผิดชอบต่องานและรู้วิธีการจัดการกับคนที่คุณทำงานด้วย
คุณมักเป็นคนเอาจริงเอาจัง
มีจุดมุ่งหมายในชีวิตและเป็นนักสู้
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์
คุณออกจะเป็นผู้หญิงที่เชื่อคนยากสักหน่อย
แต่เมื่อคุณเจอตัวจริง คุณจะเชื่อใจเขาตลอดไป

สาวสีเหลือง เกิดวันที่ 12-23 มกราคม และ 15-25 กรกฎาคม เจอแล้วสาวหวานตัวจริง แถมไร้เดียงสาอีกต่างหาก ไว้ใจคนง่าย และมักจะเป็นผู้นำในกลุ่มเพื่อน คุณมักจะตัดสินใจอะไรเองได้เสมอ และมักจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องด้วยสิ และที่สำคัญคุณใฝ่ฝันที่จะพลรักที่สุดแสนจะโรแมนติก


สาวสีฟ้า เกิดวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ และ 5-13 สิงหาคมและ 1-14 พฤษภาคม คุณไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองนัก อ่อนไหว และมีความเป็นศิลปินสูง และชอบที่จะรักคนอื่น เรียกได้ว่าเสพติดความรักที่เดียวแหละ มีบ่อย ๆ ที่คุณทำให้ความรักหลุดลอยไปเพราะคิดมักจะรักด้วยความรู้สึก

สาวสีน้ำตาล เกิดวันที่ 19-28 กุมภาพันธ์ และ 24 สิงหาคม -2 กันยายน คุณนี่แหละเป็นผู้หญิง Hyper ของแท้ กระฉับกระเฉง และ Active ตลอดเวลา และคุณเป็นเพื่อนกับคนยาก แต่เป็นแฟนกับคนง่าย ไม่ใช่ใจง่าย แต่คุณชอบที่จะรักคนอื่นมากกว่า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกผิดหวังกับอะไร คุณก็ยินดีจะหันหลังให้กับมันและยิ้มกับชีวิตตัวเองอย่างรวดเร็ว

สาวสีเขียว เกิดวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ และ 14-23 สิงหาคม คุณคือผู้หญิงที่ปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆได้ดี บางครั้งคุณเป็นคนเงียบขรึม แต่ก็พูดต3คุณออรงจนบางทีทำร้ายความรู้สึกคนอื่นเพราะคำพูดของคุณ คุณชอบที่จะเป็นที่รัก ดังนั้น บ่อยๆ ที่คุณจะคิดค้นวิธีน่ารักๆ เรียกร้องความสนใจจากคู่รักของคุณ แต่โดยส่วนใหญ่ คุณมักจะใช้ชีวิตโสด และคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อเรื่องเนื้อคู่เอามากๆ ถ้าคุณแต่งงานคุณจะใช้ชีวิตเรียบง่ายและรักเดียวใจเดียว

สาวสีน้ำทะเล เกิดวันที่ 1-10 มีนาคม และ 3-12 กันยายน สาวน้ำทะเลนี่แหละ สาวเจ้าอารมณ์ คุณจะเป็นคนอารมณ์แปรปรวน ทุกๆ 3 นาที รักการท่องเที่ยวและเป็นคนขี้เหงาเอามากๆ คุณเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ก็เชื่อคนง่าย เป้นคนที่ค่อนข้างจะผิดหวังในเรื่องความรักเอามากๆ และมักเสียความรักไปอย่างง่ายๆ

สาวสีเขียวมะนาว เกิดวันที่ 11-20 มีนาคม และ 13-22 กันยายน คุณคือภูเขาไฟย่อยๆ เลยล่ะ เพราะเมื่อคุณเฉย คุณจะเป็นผู้หญิงเงียบๆ แต่ถ้าโมโหก็เอาไม่อยู่เหมือนกันออกจะขี้หึงนิดๆ และขี้บ่นหน่อยๆ คุณไม่ใช่คนที่ยึดติดกับอะไร แต่คุณมีบุคลิกพิเศษที่ทำให้ผู้คนมักจะเชื่อถือคุณ และเป็นที่นิยมชมชอบเสมอ

สาวสีดำเกิดวันที่ 21 มีนาคม คุณคือผู้หญิงที่ชอบความท้าทายชนิดน่าหวาดเสียวทีเดียว แต่ภายในใจลึกๆ คุณไม่ค่อยชอบความเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ ถ้าคุณตัดสินใจดำเนินชีวิตอย่างไร คุณก็จะใช้ชีวิตอย่าง3คุณออนั้นเป็นเวลานานกว่าจะเปลี่ยน ชีวิตรักของคุรจะมีเรื่องน่าตื่นเต้นและมีอะไรแปลกๆ ประเภท Surprise อยู่เสมอ

สาวสีเขียวมะกอก เกิดวันที่ 23 กันยายน สาวแสนอบอุ่นตัวจริง แต่บางครั้งคุณก็เป็นคนใจอ่อนเกินไป มักจะโอนอ่อนผ่อนตามครอบครัวหรือเพื่อนๆ เสมอ อย่างไรก็ตาม คุณเป็นผู้หญิงที่รู้จักตัวเอง รู้จักอะไรผิดอะไรถูก จิตใจดี ร่าเริงแจ่มใส และไม่ใช่คนขี้อิจฉาแน่นอน

สาวสีม่วง เกิดวันที่ 22-31 มีนาคม และ 24 กันยายน - 3 ตุลาคม คุณนี่แหละแม่สาวเจ้าอารมณ์ แต่เพราะความเจ้าอารมณ์นี่เองที่ทำให้คุณเป็นคนน่าค้นหา เสแสร้งไม่เป็น คุณมักจะเป็นสาวเจ้าเสน่ห์ประจำกลุ่ม แต่ก็มีบ่อยๆ ที่คุณครองตำแหน่งสาวเอ๋อประจำกลุ่มด้วยเหมือนกัน เพราะคุณมักทำเปิ่นๆ เสมอ ขี้ลืมในบางครั้ง ผู้ชายในฝันของคุณจะต้องเป็นคนที่ดูแล้วน่าเชื่อถือ

สาวสีเงิน เกิดวันที่ 11-20 เมษายน และ 14-23 ตุลาคม คุณนี่แหละสาวจินตนาการสูง ขี้อาย แต่ก็ชอบหาสิ่งแปลกใหม่ให้ชีวิต คุณชอบทำอะไรที่ท้าทายความสามารถ เป็นคนเรียนรู้เร็ว ชอบอะไรที่ได้มายากๆ ความรักของคุณมักจะมีเรื่องยากๆ ให้แก้ และสับสนตลอดเวลา

สาวสีเขียวทหาร เกิดวันที่ 1-10 เมษายน และ 4-13 ตุลาคม คุณคือผู้หญิงที่น่าสนใจและรักการใช้ชีวิตของตัวเอง อารมณ์อ่อนไหว และมักรู้สึกกับทุกสิ่งที่เข้ามากระทบรอบๆ ตัว ดังนั้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่อะไรใกล้ๆ ตัว มักทำลายสมาธิคุณเสมอ แต่คุณก็น่ากลัวใช่ย่อยเหมือนกัน เพราะเมื่อคุณโกรธใคร จะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คุณจะยกโทษให้เขาคนนั้น

สาวสีขาว เกิดวันที่ 21-30 เมษายน และ 24 ตุลาคม - 11 พฤศจิกายน คุณมีฝันและเป้าหมายแน่นอนให้ชีวิตบางครั้งคุณเป็นคนขี้อิจฉา และไม่ยอมทำอะไรซ้ำเดิม หรือเรียกว่าใจแข็งก็ว่าได้ คุณเป็นคนที่มีความแตกต่างในตัวเองสูง และมักตั้งความหวังไว้กับคนรอบข้างสูงเช่นกัน

สาวสีครีม เกิดวันที่ 25 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน และ 22 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม คุณมักจะเป็นผู้หญิงนักสู้ในหมู่เพื่อนๆ ชอบการแข่งขันการเอาชนะ มีความทะเยอทะยาน น่าเชื่อถือ ตกหลุมรักยากมาก เพราะคุณเป็นคนเชื่อเรื่องรักแท้ ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยว่าหากคุรเจอผู้ชายที่ถูกใจแล้ว คุณจะรักเขานานแค่ไหน

สาวสีทอง เกิดวันที่ 15-24 พฤษภาคม และ 12-21 พฤศจิกายน คุณรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ร่าเริงแจ่มใส ทะเยอทะยาน เป็นเรื่องยากสำหรับคุณที่จะหาคนถูกใจ แต่เมื่อไหร่ที่คุณเจอคนถูกใจ คุณจะติดกับอยู่กับเขาไปนานแสนนาน

สาวสีเทา เกิดวันที่ 4-13 และ 24 มิถุนายน และ 2-11 ธันวาคม คุณคือผู้หญิงที่มีความดึงดูดทางเพศสูง และมีค'b3วาม Active สูงด้วย จริงใจ จนบางครั้งคุณเป็นคนเก็บอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ชอบเรียกร้องความสนใจ และเกลียดผู้ชายที่ไม่มีความเสมอต้นเสมอปลาย อย่างไรก็ตาม คุณคือผู้หญิงที่คารมดี สามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุข ที่สำคัญคุณมีอารมณ์ขัน จนคนขำกลิ้งทีเดียว

สาวสีเลือดหมู เกิดวันที่ 14-23 มิถุนายน และ 12-22 ธันวาคม คุณเป็นผู้หญิงที่ฉลาด และมักจะจัดการปัญหาต่างๆ ตามวิธีการของคุณ ออกเผด็จการหน่อยๆ ไม่ค่อยจะเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกคนอื่นส่วนในเรื่องความรักคุณเป็นคนป่วยโรคฝังใจในรักเ ก่าขั้นโคม่าที่เดียว

Credit www.baanrak.com/fortune/colorgirl/index.php

Sunday, August 30, 2009

บอกรักผ่านเวบแคม กับ SOUR '日々の音色 (Hibi no neiro)'



วงดนตรีจากแดนปลาดิบ วง SOUR ค่ะ ชอบ MV เพลงนี้ค่ะ สร้างสรรค์จากของใกล้ตัวของนักท่องเนต ที่หน้าจอก็ต้องมีเวบแคมใช่ไม๊ล่ะ น่ารักมากเลยเนอะ เพลงก็ฟังเพลิน

รู้จักวง SOUR SOUR official site: http://sour-web.com

Director: Masashi Kawamura + Hal Kirkland + Magico Nakamura + Masayoshi Nakamura

2009 Zealot Co.,ltd / Neutral Nine Records

ทุกสิ่ง พรู

ดู MV นี้ คงจำท่าเต้นของพี่น้อยได้

คิดถึงสมัยก่อน ตอนยังเป็นนิสิตเกษตร KU62 ค่ะ

ตอนปี 1 วัน Freshy Night ได้ดู Concert Groove Riders และได้ตกหลุมรักพี่บุรินทร์อย่างแรง

นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักกับค่าย Bakery ค่ะ

ที่ บาร์ใหม่ (ชื่อโรงอาหารกลางของมหาลัย) จะมีร้านหนังสือการ์ตูนอยู่ร้านหนึ่ง ต้นข้าวก็จะเข้าไปเลือกดูเทปเป็นประจำ จำได้ว่าม้วนแรกที่ซื้อของ Bakery น่าจะเป็น Flure ค่ะ ย้ำว่าซื้อเทปนะคะ ไม่มีตังค์จะซื้อ CD ค่ะ ชอบมาก โดยเฉพาะเพลง เปลี่ยน มันใช่ตัวเราจริงๆ

จากนั้นก็เริ่มลองซื้อเทปของอัลบั้มอื่นมาเรื่อยๆ จนทำให้เรารู้ว่าดนตรีดีๆ เนื้อร้องแปลก ก็ยังมีอีกเยอะ

ที่ต้องบอกอย่างนี้ เพราะเมื่อก่อน เราเป็นแฟน RS Promotion ค่ะ แนบแน่นมาก โดยเฉพาะ Raptor ฮ่าๆ ใครที่รู้จักวงนี้ แปลว่า อายุก็ได้ที่เหมือนกัน อิอิ ต้องย้อนกลับไปสมัยป.6 ครั้งแรกที่รู้จักวงนี้ เราซื้อเทปผี 55 ไม่ซื้อของจริงนะเว๊ย ลองซื้อมาฟังดู แล้วก็ดันชอบซะด้วย ไอ้ตอนนั้นเห็นลูกครึ่งก็อยากจะลองฟังดู แล้วมันก็เป็นนักร้องเด็ก อายุพอๆกัน ก็ชอบเข้าไปใหญ่

แต่ตอนนั้นก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป กรี๊ดเพราะคนร้อง ไม่ใช่เพลง แต่หน้าตาของคนร้องก็สามารถทำให้เพลงเพราะได้เช่นกัน ก็เหมือนเด็กสมัยนี้ที่ไปกรี๊ด Super Junior อะไรประมาณนั้น เหมือนกันแหล่ะ ไม่ต้องมาทำหน้างง ว่าอีป้าคนนี้พูดถึงอะไร (แต่ป้าก็แอบชอบ SJ นะ โอย คังอิน นี่น่ารักมาก)

อ้ะ กลับมาที่ Bakery และ วงอินดี้อื่น พออยู่มหาลัย เพื่อนๆพี่ๆ ก็นำเราไปสู่โลกดนตรี โลกใหม่ (แหมพูดชื่ออย่างกะรายการโลกดนตรี สมัยก่อน...โอยจะ"แฟนฉัน"ไปไหนเนี่ย) มีดนตรีวงใหม่ๆมาเล่นฟรีให้ดู มีงาน FAT FESTIVAL ให้ไปชม โอ้โหมันสนุกจริงๆ ก็เลยเป็นคนติด(ฟรี)คอนเสิร์ตมาตั้งแต่บัดนั้น (จำได้ว่ามีครั้งเดียวที่เสียตังค์ไปดู PARADOX กะพี่ตูน พี่กานต์ พี่เบญ พี่บี พี่พุฒิยศ บัตร 350 บาท โหจำโครตแม่น รู้สึกว่าจะเป็นคอนเสิร์ตป้าอ้วนนะ ตอนอยู่ปี2 ก็สนุกดี แต่คืนนั้นกลับมาแดนซ์ที่ Soc Night ที่ใต้ตึกสนุกกว่า 555)

จากนั้นตลอด 4 ปี ก็ต้องแว๊บไปดูฟรีคอนเสิร์ตที่มีทั้งวงดัง วงไม่ดัง มาเล่นเกือบทุกครั้ง ตอนจบไปแล้วก็ยังกลับมาดูอีก มันได้บรรยากาศวัยรุ่นดี

เฮ้อ พูดมาถึงตอนนี้แล้วคิดถึงเพื่อนๆที่แดนซ์ด้วยกัน ค่ะ ไม่มีใครเต้นดิฉันและเพื่อนๆก็เปิดฟลอร์กันก่อนหล่ะค่ะ ช่วยนักร้อง จะได้มีกำลังใจเล่น ที่จริงแล้วใจมันพา เท้ามันวิ่ง หน่ะค่ะ ก็แหม มีดนตรีมันๆ จะไม่ให้เต้น ก็เหมือนการกลั้นหายใจ อึดอัด และ อาจตายได้นะคะ แต่เราก็ยังมีความอายปนอยู่บ้าง คือ ไม่เต้นเดี่ยวค่ะ ต้องมีคู่หูอย่างน้อย 1 คนขึ้นไป เรียกว่า กลุ่ม ไม่ต้องห่วงค่ะ ครั้งแรกจะรู้สึกแสบๆที่ใบหน้า แต่พอซัก 4-5 ครั้ง ก็จะชินชา แล้วก็จะไม่สนใจค่ะ เพราะกรูมัน กรูจะเต้นค่ะ

อ้าว ลองคิดดูสิ ครั้งนึงในชีวิต คุณเคยลุกขึ้นเต้นก่อนใครเพื่อน หรือไม่ มันมความภูมิใจเล็กๆนะ เมื่อเราเริ่ม ก็เหมือนจุดประกายให้ไอ้คนที่คิดอยากจะเต้นเหมือนเราแต่ไม่กล้ารู้สึกมีความมั่นคงทางจิตใจ ไม่ต้องกลัวเพื่อนคนอื่นจะรุมประนามหยามเหนียดว่ามึงมันบ้า เต้นทำไม วู๊ว! รู้สึกดีค่ะ รู้สึกดีมากขึ้นอีก ที่ว่าตัวเองโชคดี ที่เพื่อนในกลุ่มก็ มั่นใจ เหมือนกัน ทำให้เราเป็นกลุ่มจุดประกาย ดาวเต้น สู้ กับ ดาวกระจุย 555

ตอนนี้อยู่ที่ Singapore เค้าก็มี Free Concert ให้ได้ดูเช่นกัน ที Waterfront,Esplanade เนื่องจากตามกฎ กติกา และมารยา เอ๊ย มารยาท ต้องเต้นเป็นกลุ่ม แต่ดันไม่มีเพื่อนชอบเต้นซะด้วย เลยกะว่าถ้ามันมีใครลุกขึ้นเต้น ก็ว่าจะเข้าไปแจม แต่เท่าที่ดูมา มีไปแจมแค่ครั้งเดียว เป็นฝรั่งนักท่องเที่ยว เพลงมันมันส์สุดๆอ่ะ แนว Brit Rock (indy) โห ไม่เต้นไม่ได้ เลยได้แจมกันมันสุด

ค่ะที่กล่าวว่ามีแจมแค่ครั้งเดียว เพราะ ชาวสิงคโปร์ ไม่เต้นค่ะ จะเรียบร้อย เก๊กกันทำไมคะ เต้นสิคะ จะได้เต้นด้วย รู้นะว่าอยาก แต่ไม่กล้า พอกันแหล่ะค่ะ อยากแต่ตามกฎคือไม่เต้นคนเดียวค่ะ อยากหาเพื่อนเต้นด้วยแล้ว ไม่ต้องไปเที่ยวคลับ ไม่ต้องมาววว ถือกฎ มาววดิบก็เต้นได้ 555

เอ้า ใจกล้า ออกมาเปิดฟลอร์กันเต๊อะ ประชาชนชาวสิงคโปร์

Saturday, August 29, 2009

วันฝนพรำ




อืม เวลาฝนตก นี่อากาศมันเย็นเนอะ

บางคนก็อยากจะนอนต่อ (เราเองแหล่ะ)

บางคนก็อยากจะนั่งอ่านหนังสือ




บางคนก็อาจจะนั่งชิวๆสูบบุหรี่

บางคนอยากจะออกไปวิ่งเล่น




หรือ บางคนก็อยากจะออกไปเอาฝนมากลบน้ำตา

หรือ ไม่ต้องคิดอะไร แค่สบายใจก็พอ

ส่วนตัวเราก็อยากจะออกไปเก็บภาพ แหมฝนตกทั้งที ก็อยากได้อารมณ์หม่นๆแต่ก็ปนสดชื่น อ้าว ยังไงเนี่ย




เคยสังเกตไม๊ เวลาฝนตก ฝนจะนำความชุ่มชื้นมาสู่สิ่งต่างๆ โดยเฉพาะต้นไม้ ต้นหญ้า เราชอบสีเขียวของหญ้าและใบไม้ตอนเปียกฝนมากที่สุด มันสดชื่นจริง ก็เหมือนกับเราโดนฝนมาพรมทีตัวที่หน้าสักเล็กน้อย ไม่ใช่เปียกโชก ก็จะรู้สึกเย็นสบายใช่ไม๊หล่ะ...





แม้ตอนนี้ฟ้าจะหม่น แต่คิดอีกแง่ ก็ไม่ต้องกลัวแดด แต่ถ้าไม่มีแดด วันของเราก็คงจะไม่สดใส แต่ถ้ามีแดดมากไปมันก็ร้อน นี่แหล่ะเป็นธรรมชาติ ชีวิตคนเราก็เป็นธรรมชาติ มันคือความสมดุลย์ บางวันเศร้า บางวันสุข บางวันก็ร้อนใจ แต่ไม่ต้องกลัว พอร้อนมากๆเมื่อไหร่ ฝนก็จะตกเอง



วันฝนพรำ - Basketband

วันเกิดบอกความเจ้าชู้ได้

วันอาทิตย์
คนเกิดวันอาทิตย์ มีดวงชะตาในเรื่องรักที่ค่อนข้างดีพอสมควร ไม่ค่อยจะมีปัญหาปวดหัวปวดใจ จนเดือดร้อนเพราะเรื่องความรักอย่างคนเกิดวันอื่นๆ เนื่องจากพื้นฐานนิสัยที่เป็นคนเด็ดเดี่ยว หนักแน่น คุณจึงคบใครก็คบอยู่คนเดียว พอเลิกกันเมื่อใดจึงค่อยมีรักใหม่ แต่คนวันอาทิตย์จะไม่ออกไปวิ่งไขว่คว้าหารักมาใส่ตัวหรอก นอกจากรอให้กามเทพแผลงสอนเองตามธรรมชาติดีกว่า แม้จะดูสุขุม มีระบบระเบียบ เป็นคนตรง หัวแข็งไม่เบา แต่ในใจคนวันอาทิตย์ก็อ่อนไหวไม่หยอกกับเรื่องรัก เห็นใครถูกใจก็ชอบแต่ก็รู้จักยับยั้งใจ ไม่วิ่งเข้าประกบทันทีเด็ดขาด ถ้าจะมีความเจ้าชู้ ก็เจ้าชู้เงียบ แต่ไม่ใช่เงียบแบบแอบเอาจริงอย่างคนวันจันทร์ เพราะคนวันอาทิตย์จะแค่มอง รู้สึกชอบ ส่งยิ้มไปบ้าง แต่ก็ไม่คิดอะไรมากกว่านั้น
ดวง ความรักของคุณ เป็นลักษณะที่มีความสัมพันธ์มีความผูกพันธ์ เต็มไปด้วยความลึกซึ้งไม่ใช่รักแบบตื่นเต้นเร้าใจสั้นๆ แล้วจบลงเหมือนเพียงจุดพลุดอกไม้ไฟ คนวันอาทิตย์ทำให้คนอื่นประทับใจได้เสมอ กับความสุขุม ทระนง อดทน มุ่งมั่น ใส่ใจคนรักอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แต่ถ้าใครคนนั้นฟู่ฟ่าหรูหราใช้เงินกระหน่ำเกินไปคุณก็ไม่ชอบใจเหมือนกัน
ความ ที่เป็นคนช่างเลือกคนวันอาทิตย์ จึงไม่ใช่คนประเภทที่มีใครๆ เคียงข้างอยู่ตลอดเวลา บางปีถ้าไม่มีใครมากๆ ก็ยอมเปลี่ยวใจตลอดปีไม่ซีเรียส ถ้าคนวันอาทิตย์ถูกใจใคร จะใช้เวลาดูใจ ดูนิสัย ก่อนจะดำเนินความสัมพันธ์ต่อไปให้ลึกซึ้ง ด้วยความขี้ระแวงไม่ไว้ใจใครง่ายๆ ต้องดูแล้วดูอีกกว่าจะตัดสินใจเรื่องความเหมาะสมกัน และคุณก็คิดมากกว่าคนเกิดวันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุหรือฐานะ เช่น อีกฝ่ายรวยกว่ามาก หรือจนกว่ามากๆ คุณก็จะคิดมาก แม้จะรักแล้วแต่ก็ลังเล หรือถ้าอายุน้อยกว่ามากๆ หรือแก่กว่ามากๆ ก็กลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไง ช่องว่างระหว่างวัยจะมีหรือไม่ นี่แหละคือสไตล์ความคิดของคนวันอาทิตย์ ปัญหารักในเรื่องอื่นๆ ไม่ค่อยมีหรอก นอกจากจะสับสนกับตัวเอง
วันจันทร์
คนเกิดวันจันทร์มักมีดวงเกี่ยวกับความรักในแบบที่ลึกซึ้ง ไม่รักเพียงหวือหวาให้ตื่นเต้นเร้าใจเท่านั้น ด้วยธรรมชาติและพื้นดวงที่เป็นคนช่างคิดช่างตรองรอบคอบกับทุกเรื่องราวเสมอ ดังนั้นกับในเรื่องรัก คุณจึงต้องมั่นใจก่อนที่จะเอื้อมมือไปคว้ามาแนบใจ เสน่ห์ที่โดดเด่นของคนวันจันทร์อยู่ที่ศิลปะในการพูดจาทำให้ใครๆ หลงเคลิ้มได้เสมอ และยังเป็นคนฉลาดมีไหวพริบดีอีกด้วย นั่นเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนรอบข้างชื่นชมเป็นพิเศษ แต่แม้ว่าจะมีใจชอบใคร คนวันจันทร์จะไม่เปิดเผยทุกอย่างแก่คนรัก เนื่องจากเป็นคนมีโลกส่วนตัว ชอบเก็บบางเรื่องราวไว้กับตัวเองเหมือนกับที่เป็นคนชอบอิสระ และรักสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว
คน เกิดวันจันทร์จริงๆ แล้วมี 2 แบบคือ แบบที่ควักเงินทุ่มให้คนรักแบบสุดๆ กับอีกประเภทคือ เหนียวสุดๆ กับคนรัก คุณเป็นแบบไหนก็คงต้องตรวจสอบดูตัวเอง แต่ที่มีอยู่ในตัวคนวันจันทร์ทั้ง 2 แบบ ก็คือมักจะเป็นคนที่อ่อนวัยกว่า เพราะอยากที่จะดูแลคนรักของตน แบบแสนห่วงหวง และคุณก็มักชอบมีรักแบบที่ค่อยๆ ใกล้ชิดติดใจกันไปทีละนิด คุณแพ้คนที่เข้าใจคุณถ่องแท้ ดวงของคุณจึงมีแนวโน้มที่จะพบรักที่ซาบซึ้งตรึงใจและมีความผูกพันกันมาก เพราะเป็นความรักที่มีพัฒนาการเต็มไปด้วยความเข้าใจในกันและกัน พยายามที่จะรู้จักตัวตนแท้ ๆ ของกันและกันนั่นเอง
คน วันจันทร์โชคดีที่ได้คบกับคนคล้ายๆ กัน รสนิยมไม่ต่างกันราวฟ้ากับดินนัก คุยกันรู้เรื่อง ถ้าใครที่ดูดีอย่างเดียว แต่คุยกันไม่รู้เรื่อง ทัศนคติต่างกันมากๆ คนวันจันทร์จะละความสนใจทันที หากเมื่อใดที่อกหัก คนวันจันทร์ก็จะไม่ฟูมฟายมากนักแม้จะปวดใจเพียงใด คนที่เป็นคู่รักของคนวันจันทร์ได้ดีต้องมีลักษณะของความเป็นเพื่อน เฮไปไหนๆ ด้วยกันได้ ถ้าทำสวีทเป็นเจ้าของเกินไป มักอยู่กับคนวันจันทร์ได้สั้นกว่าที่หวัง
วันอังคาร
คนเกิดวันนี้ มีหัวใจกล้าได้กล้าเสีย ในเรื่องความรักนั้นถือคติว่าเสี่ยงเป็นเสี่ยงกันตามประสาคนชอบสนุก เจ้าสำราญพอสมควร คนวันอังคารเจ้าชู้ จึงมีดวงในเรื่องความรักที่โดดเด่น คือได้พบรักเสมอๆ มักคบคนเด่นๆ ที่ดูดีกว่าใครในกลุ่มคนที่มีท่าทางเรียบง่ายจนเกินไป ค่อนข้างเชยๆ ไม่ใช่คนแบบที่คุณจะสะดุดตาสะดุดใจแน่นอน ใครก็ตามที่ห้าวเกินเหตุ คนวันอังคารก็ยากจะตัดใจ คิดชอบพอความสดใส มั่นใจในตัวเอง คือเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆ หลงรักคนเกิดวันอังคาร และนิสัยที่แข็งเกินไปของคุณก็คือตัวการสำคัญที่จะทำลายความรักให้พังทลายไป อย่างน่าเสียดาย
ยาม หลงรักใคร คุณจะตามติดหวังพิชิตให้ได้ เมื่อสมใจแล้ว คุณกลับไม่ยอมให้คู่รักมาเปลี่ยนแปลงความเป็นตัวตนที่แท้ของคุณ ถ้าใครยอมคุณได้ก็รักกันได้นานแน่นอน โดยทั่วไป ดวงในเรื่องความรักของคนวันอังคาร ไม่ค่อยมีอุปสรรคอะไรนัก จีบใครหรือทอดสะพานให้ใครก็มักสำเร็จเสมอ อยู่ที่ว่าตัวคุณเองนั่นแหละจะเป็นฝ่ายจืดจางห่างเหินอีกฝ่ายเสียก่อน ตามประสาคนเจ้าชู้ที่หัวใจอ่อนไหว และอยากคบคนใหม่ๆ เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องท้าทายดี
ชอบ หาความมั่นใจให้ตัวเองด้วยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ บางครั้งทั้ง 4 ห้องหัวใจเต็มหมด ห้องไหนทนไม่ไหวโบกมือลาไปคุณก็ไม่เสียใจ มีใครคนใหม่มาแทนได้เร็วเสมอ ดวงความรักค่อนข้างดี ตัวเองไม่มีปัญหา แม้จะชอบตามใจตัวเอง แต่ก็ไม่ค่อยเอะอะเอาเรื่องกับความรักจริงจังนัก ปัญหามักเกิดขึ้นเพราะคนรักของคุณ ซึ่งคิดจะเอาเรื่องกับคุณให้ได้ หรืออาจเป็นเพราะความใจร้อนของคุณบ้าง โดยที่คุณไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดการแตกหักหรอก ดังนั้นถ้าใครเข้าใจคุณก็สามารถควงกับคุณได้นานเป็นพิเศษ
วันพุธ
คนที่เกิดวันพุธ เป็นคนที่ต้องพัวพันกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เสมอ เพราะดาวพุธเป็นสัญลักษณ์ของดวงดาวประจำเทพีแห่งความรัก คุณผู้หญิงวันพุธจึงเป็นคนรักสวยรักงามเป็นพิเศษ คุณผู้ชายก็สำอางไม่เบา ถ้าผู้ชายคนใดที่บำรุงผิวหน้าด้วยโลชั่นหรือพรมน้ำหอมเสมอก่อนออกจากบ้าน จนใครๆ เกือบจะคิดว่าเป็นเกย์ละก็ที่แท้เขาคนนั้นเป็นคนวันพุธนั่นเอง เมื่อรักใครชอบใคร คนวันพุธจะเทคแคร์เอาใจได้ละเมียดละไมที่สุด ยิ่งกว่าคนเกิดวันอื่นๆ แต่ด้วยความที่รักตัวเองมาก หลงตัวเองพอสมควร ดังนั้นคุณจึงต้องการให้คนพิเศษของคุณ ทุ่มเทรักให้คุณสุดหัวใจ ถ้ารู้สึกว่ายังได้ความรักจากเขาหรือเธอไม่มากพอ คุณจะร้ายใส่ทันที
แม้ เสน่ห์ของคนวันพุธจะอยู่ที่ความอ่อนหวานก็เถอะ ยามหึงหวงหรือโกรธเคืองแล้วจะปากร้ายมาก แต่ในจิตใจไม่มีพิษร้ายใดๆ เป็นคนใจกว้างและเป็นคนซื่อตรงซื่อสัตย์มากด้วยซ้ำ เพียงแต่คิดมากและขี้ระแวงเท่านั้นเอง ดวงความรักของวันพุธค่อนข้างอาภัพ ทั้งๆ ที่มีคนมารักจริงแบบหวังแต่ง แต่ก็มักจบลงเพราะความไม่มีเหตุผลอย่างสุดๆ ของคุณเอง เรื่องที่จะผิดหวังเพราะไปรักเขาข้างเดียวนั้นก็มีบ้าง แต่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักหรอก ถ้าจะผิดหวังจนเสียหน้า ก็เป็นเพราะไปหลงเชื่อคนที่มาหวังผลประโยชน์จากคุณโดยไม่ได้รักคุณจริง
เนื่อง จากคนวันพุธฉลาดในเรื่องอื่น แต่ไม่ทันคนนักหรอก ที่ว่าดวงความรักของคนวันพุธอาภัพก็เพราะว่า แม้บางจังหวะชีวิตจะมีรักแสนซึ้งเพียงใดก็กลับต้องเลิกร้างกัน ทั้งๆ ที่ยังรัก บางคนก็อาภัพแบบมีแต่รักเทียมๆ สั้นๆ ไม่ดื่มด่ำ ไม่ลึกซึ้งนานวันให้อิ่มใจนัก คนเกิดวันพุธบางคนก็มีความสัมพันธ์รักที่ยั่งยืนอบอุ่น แต่มักไม่ใช่เป็นคนที่คุณหลงรัก อย่างปักจิตปักใจมาก่อน นับเป็นดวงแห่งความรักที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
วันพฤหัส
ถ้าคุณเกิดวันพฤหัส คุณก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความรักของคุณหรอก เพราะดวงในเรื่องความรักค่อนข้างดี หมายถึงดวงคู่แท้ๆ ที่เป็นความรักแท้ๆในชีวิตด้วยเช่นกัน พื้นฐานนิสัยของคุณแม้จะห้าวหาญวู่วาม และตรงไปตรงมาจนน่าถอยห่าง แต่เสน่ห์ของคุณมีเสมอกับเพศตรงข้าม ทำให้ไม่มีช่วงใดที่ไร้คู่นานวันนัก นอกจากบางช่วงคุณจะยังไม่คิดในเรื่องนี้จริงจังเท่านั้น คนวันพฤหัสเจ้าชู้แค่อารมณ์เท่านั้น ไม่ได้เจ้าชู้เป็นนิสัย ถ้าเจอะเจอคนหล่อหรือคนสวยในแบบที่พึงพอใจ ก็จะส่งสายตาไปก่อนอื่น แต่ไม่ใช่คนที่จะต้องปราดเข้าไปขอทำความรู้จักทันใด แม้จะเป็นคนกล้าแกร่งปานใดก็เถอะ เว้นแต่ว่าถ้าได้รู้จักกันแล้ว และหลงรักเข้าแล้วเท่านั้นที่คนวันพฤหัสจะ ติดตามผลงานอย่างตั้งใจ จนกว่าจะได้ใจของใครคนนั้นไม่มีวันที่คุณจะจีบเล่นๆ แบบนินจาเดี๋ยวมาเดี๋ยวหายแน่นอน
คน วันพฤหัสเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน และมีดวงแบบตกหลุมรัก เมื่อแรกสบตาได้มากกว่าคนเกิดวันใดๆ น้อยเหลือเกินที่จะเห็นคนวันพฤหัสมีความรักกับเพื่อนที่คบกันนานปีแล้ว ค่อยๆ พัฒนาเป็นความรัก และในกรณีที่เป็นคู่รักกันแล้วหากมีเรื่องปะทะอารมณ์ใส่กัน คุณก็จะปิดปากเงียบไม่ยอมขอโทษว่าตนผิดเอง ทั้งๆ ที่ในใจคุณอยากง้อใจจะขาด นอกจากว่าทะเลาะกับคู่รักบ่อยๆ บางครั้งจนรู้สึกชินแล้วนั่นแหละคุณถึงจะง้อเป็น กล้าที่จะเอ่ยคำว่าเสียใจออกไปได้ ในท่วงท่าที่ดูเป็นคนมุทะลุวู่วามไม่จริงใจกับใคร
แท้ จริงแล้ว คนวันพฤหัสเป็นคนที่รักมั่นคงมาก ตามดวงชะตาบ่งบอกว่าเป็นคนรักจริงหวังแต่ง มักได้คู่ดี เว้นแต่บางช่วงจะไปรักคนผิดจนเดือดร้อนไม่น้อย ดวงความรักของคุณ หากจะมีปัญหา ก็อยู่ที่อารมณ์เท่านั้น ถ้าร้อนเจอร้อนก็จบเร็วแน่ ถ้าคุณลดไฟในอารมณ์ตัวเองได้ หรือเลือกคนใจเย็นเป็นน้ำ ก็รักกันยั่งยืนยากจะแตกร้าวได้

วันศุกร์


คนวันศุกร์ไม่แสดงออกถึงความเจ้าชู้เด่นชัดอย่างคนวันอาทิตย์ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนเจ้าชู้เงียบ แอบโปรยเสน่ห์อยู่บ่อยๆ เหมือนกัน ซึ่งก็มีคนหลงปลื้มอยู่เสมอไป ด้วยความที่เป็นคนอ่อนโยน ฉลาด รอบรู้ มีมนุษยสัมพันธ์ดีพอควร คนวันศุกร์ชอบทำตัวน่ารัก แต่ถ้าเริ่มคบหาจริงจังกับหวานใจแล้ว จะแสดงความดื้อดึงออกมาทันที เพราะเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองไม่น้อย ดวงความรักของคุณจึงแสนซึ้งในช่วงต้นๆ เพราะพื้นดวงเป็นคนสุภาพ น้อยคนนักที่จะห้าวมากๆ
คน ที่เกิดในวันศุกร์ เรื่องความรักจะมีปัญหาก็มักเป็นเพราะตัวคุณเอง เนื่องจากเป็นคนช่างคิดอยู่แล้ว จึงคิดมากคิดไกลเกินไปเสมอ และเป็นเหตุร้าวฉานในความสัมพันธ์ได้ไม่ยาก ดวงความรักของคุณค่อนข้างไม่ธรรมดา ความรักแท้มักเกิดขึ้นกับคนที่รอบข้างแอบส่ายหน้า ว่าไม่เหมาะสมกัน ถ้าไม่แก่หรืออ่อนวัยกว่ามากๆ ก็อาจแตกต่างกันที่ฐานะ หรือการศึกษา ด้อยกว่าในเรื่องใดเรื่องหนี่งแน่นอน และมักจะได้แสดงถึงความรักแท้เหมือนในหนัง คือการฝ่าฟันกับกระแสการกีดกันของครอบครัว เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปนี้
ถ้า ใครได้คู่ที่สมกันดีไม่มีใครห้ามปรามก็ต้องนับว่าโชคดี คงมีดวงในราศีเกิดหรืออิทธิพลอื่นๆ ที่เสริมให้ดวงความรักไปได้ดีกว่าพื้นดวงที่น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่สุดท้ายแล้ว คนวันศุกร์จะแฮปปี้สมหวังเสมอ ไม่ค่อยผิดหวังในเรื่องรัก นอกจากจะมีทุกข์ในหัวใจที่ตัวเองคิดเอง รู้สึกเอง ไม่ใช่คนที่คุณรักก่อขึ้นหรอก หรือบางกรณีก็เป็นเพราะคุณแอบหวั่นไหวไปปลื้มคนอื่นแล้วผิดหวัง ถ้าดูแลหัวใจตัวเองให้ดีๆ ไม่วอกแวกไปไหนคุณก็มักมีคู่รักที่คบกันเนิ่นนานจนเพื่อนๆ อิจฉาเสมอแน่นอน

วันเสาร์
ถ้าคุณเกิดวันเสาร์บดี มั่นใจได้เลยว่าคุณจะเป็นคนรักที่ดีให้ใครคนนั้นได้ภาคภูมิใจแน่ เพราะคุณมีทั้งความเอื้ออารี มีน้ำใจ เป็นคนสติปัญญาดี มีความยุติธรรม เป็นคนที่ใครก็ยอมรับและชื่นชมคุณ เป็นคนรักจริงเกลียดจริง ถ้าเกลียดใครก็ไม่เสแสร้งคบหาต่อไปให้ต้องฝืนตามวิสัยของคุณวันเสาร์บดี ที่ตรงพอสมควร
ดวง ในเรื่องความรักของคนวันเสาร์บดี ไม่ค่อยโลดโผนพิสดารมากนัก ความรักค่อยเป็นค่อยไปอย่างเรียบง่าย หากจะมีเรื่องปวดหัวใจบ้างก็เป็นเพราะความมองโลกในแง่ดีเกินไป บางครั้งจึงหลงคารมคนไม่จริงใจหรือบางครั้งก็คิดไปเองว่าใครคนนั้นมีใจด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นดั่งที่แอบคิดแอบหวั่นไหว
คน เกิดวันเสาร์บดีเป็นคนใฝ่รู้ ถ้าช่วงใดเจ็บหัวใจ ก็จะทำใจด้วยการทุ่มเทในเรื่องที่มีสาระ มีประโยชน์กับชีวิต ความน่ารักของคนวันเสาร์บดีอยู่ที่ความสดใส เปิดเผย มีความมุ่งมั่นเสมอ ไม่ใช่คนที่เลื่อนลอยไร้สาระ ไม่บ่อยนักที่จะเห็นคนวันเสาร์บดีอีกลักษณะหนึ่งคือ ไม่ค่อยเรียบร้อยและขาดความสุขุมรอบคอบ คนวันเสาร์บดีไม่ค่อยเจ้าชู้ แม้จะดูมีท่าทีเข้ากับคนง่ายสดใสเป็นกันเองแต่ไม่ได้ชอบใครง่ายๆ เสมอไป ถ้ารักใครก็จะรักอย่างซื่อสัตย์ หากจะผิดหวังก็ดังที่กล่าวมาแล้ว คือการไปรักคนผิด คิดว่าดีที่แท้ไม่ใช่ ดวงความรักดของคนวันเสาร์บดีนั้นจะมีรักจริงจังก็ต่อเมื่อพบเจอคนที่เรียบ ง่ายคล้ายๆ กัน ไม่ใช่ฟู่ฟ่าหรูหราเกินไปนัก คิดแต่เรื่องสร้างสรรค์มากกว่าเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ ปัญหาในรักมักใม่ใช่อยู่ที่ตัวคุณเอง เพราะคุณอดทนได้เสมอ แต่คนที่คุณรักต่างหากที่จะนำเรื่องปวดหัวมาให้คุณ

สัมภาษณ์สดการต้อนรับน้องใหม่ คุณASUS K40In และ การอำลาตำแหน่ง คุณ COMPAQ Presario V2000

ก่อนอื่น เพื่อเป็นการอำลาตำแหน่ง COMPAQ Presario V2000 ขอเชิญกล่าวอะไรหน่อยค่ะ

COMPAQ Presario V2000 : เอ่อ สวัสดีครับ ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดมาก อยู่กับคุณต้นข้าวมาตั้งแต่เธอทำ งานที่ DoubleA นะครับ ก็เอาผมไปพิมพ์วาระการประชุมอยู่พักใหญ่ บางครั้งเธอก็เอาผมไป Design งานที่เธอชอบบ้าง แต่บางครั้งเธอก็ไม่ใส่ใจผมครับ ก็เข้าใจครับว่างานที่เธอทำ มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ที่บริษัท กลับบ้านก็เหนื่อยแล้ว มี TRUE ให้นอนดู จนอืดจนอ้วน ไม่ค่อยจะมาสนผมหรอกครับ

พิธีกร : แสดงว่าคุณต้นข้าว ไม่แคร์คุณเลย

COMPAQ Presario V2000 : ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เวลาเธอจะ online หรือ เอารูปที่เธอถ่ายเล่นมาลง ก็มีผมแหล่ะครับที่เธอใช้ เธอจะมาใส่ใจผมมากขึ้นก็เมื่อตอนเธอมีแฟนหน่ะครับ กะไอ้หนุ่มเขมร เห็นเธอออดอ้อน ออเซาะ ฉอเลาะ ให้เขาติดอินเตอร์เนตที่บ้าน จะได้ online คุยกันได้ แหม ไอ้ตอนแรก ก็กระหนุงกระหนิงเชียวครับ นั่งคุยกันหลั่นล้าๆ ใส่ใจผมขึ้นเยอะครับ ผมก็รู้สึกดีใจ แต่หลัง แฟนเธอเขาไม่ค่อยโทรหา เห็นอ้างว่าไฟดับ เนตที่บ้านเจ๊ง เหนื่อยบ้าง หลับบ้าง ต้องๆไปโรงพยาบาลกระทันหันบ้าง หรือ อะไรอีกหลายบ้าง อ้างเยอะครับ แต่เธอก็ยังใช้ผมนะครับ เหมือนพยามยามจะ online รอ เผื่อว่าแฟนเธอจะพอมีเวลาว่างให้เธอบ้าง แล้วก็จะ online เจอกันพอดี

พิธีกร : เห็นใจเธอหรือเปล่าคะ

COMPAQ Presario V2000 : ก็มีบ้างครับ ไอ้ที่เธอเคยทำกับผมไว้ ผมไม่ว่าเธอหรอก เข้าใจ สงสารก็ตอนเธอเหงาหน่ะครับ เปิดดูแต่รูปแฟน ผมก็ไม่รู้ว่าจะดูทำไม๊ ดูไปมัน เอ๊ย เค้า ก็ไม่ online หาเธอหรอกครับ ไอ้ผมก็เห็นใจนะที่เธอต้องมานั่งซึมคิดถึงคนที่เรียกว่าแฟน แต่เค้าดันทำตัวไม่เหมือนแฟน

พิธีกร : ได้ข่าวว่าคุณต้นข้าวกำลังเรียนอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์

COMPAQ Presario V2000 : ครับ ได้ยินเธอคุยกับแฟนเธอ โอ๊ยแฟนเธอเชียร์ใหญ่ครับให้มา เค้าจะได้มาเยี่ยมง่ายๆ ไม่ต้องติดเสื้อเหลือง เสื้อแดง อันนั้นพ่อเค้าไม่ให้มา กลัวลูกใจแตกมาร่วมด้วย ฮ่าๆ แหมไอ้ผมนะ ก็คิดไปว่า แหมพ่อหนุ่มทำเป็นปากดี มึงจะมาได้จริงเร๊อ ส่วนคุณต้นข้าว ผมก็เห็นเธอดีด๊า ออดอ้อนให้เค้ามาหาเธอไวๆ

พิธีกร : แล้วเค้ามาหาเธอไม๊คะ

COMPAQ Presario V2000 : โอย เลิกกันแล้วคู๊ณ จะมาหาได้ไง

ต้นข้าว : ขอบใจที่ย้ำเตือน ไอ้แก่ !!!

COMPAQ Presario V2000 : แหม ดีแล้วแหล่ะอีข้าว เอ๊ยคุณต้นข้าว ผมหล่ะเห็ฯใจคุณสุด 4 เดือน มันโทรหาคุณแค่ 4 ครั้ง แล้วเป็นไง สุดท้ายมันก็ไม่โทร แล้วยังมาทิ้งไปอีก สะใจ เอ๊ย สงสาร

พิธีกร : แล้วมาเกี่ยวอะไรที่ต้องทิ้งคุณไปด้วยอีกเครื่อง

COMPAQ Presario V2000 : เจ็บมากครับ พูดคำว่าทิ้งนี่ นี่อย่าไปพูดให้คุณต้นข้าวได้ยินนะครับ อาจมีต่อยได้

ต้นข้าว : กูก็นั่งอยู่ตรงนี้ หูไม่ได้หนวก มีวัฒนธรรม ไม่ใช่นักเลง ต่อเลยค่ะคุณพิธีกร

พิธีกร : เอ่อ...ค่ะ เปลี่ยนคำก็ได้ แล้วตกลงทำไมเธอรับน้องใหม่มาแทนคุณหล่ะค่ะ

COMPAQ Presario V2000 : ใช่สิ๊!! ผมมันแก่แล้ว ก็จริงหล่ะครับ เธอมาเรียน Garphic Design จะอาศัยแต่คอมโรงเรียน เครื่อง iMAC เชียวนะครับ แต่ก็ทำงานไม่ทัน ต้องทำที่บ้าน อยู่กับผม ก็ทำงานไม่ทันใจเธอ เดี๋ยวแฮงค์ๆ ทำให้เธอิหงุดหงิดรำคาญใจ แต่ผมก็เห็นความพยายามของเธอนะครับ อุตส่าปรึกษาว่าจะรักษาผมอย่างไร ให้หนุ่มขึ้น ก็ต้องเพิ่ม RAM หน่ะครับ แต่ก็เหมือนชายอายุ 60 อยากจะกลับเป็นหนุ่มซัก 40 ก็ต้องราคาสูงหน่อย RAM ผมมันรุ่นเก่ารุ่นพ่อ ไม่คุ้มครับที่เธอต้องเอาเงินพ่อแม่มาทุ่มเทให้ผม ผมมันก็ไม่ใช่คนดีอะไร ดีแล้วฮะที่เธอเจอคนใหม่ที่ดีกว่า

พิธีกร : เหมือนน้อยใจเล็กๆนะคะ

COMPAQ Presario V2000 : โอย เรื่องเล็กครับ ผมมันถึงเวลาแล้ว ยอมหลีกทางให้น้องใหม้ไฟแรง ได้ทำงานกับเธอดีกว่าครับ

พิธีกร : สุดท้าย อยากบอกอะไรหรือเปล่าคะ

COMPAQ Presario V2000 : ปลายทางที่ฉันรอเธอที่สุดก็จบตรงนี้ ... โอยย เศร้าไปไม๊ สุดท้ายนี้อยากบอกว่า ไอ้น้องใหม่ สู้เค้านะ มีอะไรก็โทรปรึกษาพี่ได้ที่ศูนย์ COMPAQ แต่พี่อาจจะหาตัวยากหน่อยนะ เพราะเลิกผลิตแล้ว ช่างที่คุ้นเคยกันดี มันก็อาจจะเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า หรือผู้จัดการกันหมดแล้ว คงไม่ลดตัวลงมาคุยกับน้องง่ายๆหรอกนะ โชคดีครับ

พิธีกร : ค่ะ ก็เป็นคำพูดเล็ก น้อยๆ จากคุณ COMPAQ Presario V2000 ต่อไปก็ขอต้อนรับน้องใหม่นะคะ ทุกคนปรบมือต้อนรับด้วยค่ะ ชื่อน้อง ASUS K40In ค่า

ASUS K40In :สวัสดีฮะ ASUS K40In ฮะ ฝากตัวด้วยฮะ (หน้าแดง)

พิธีกร : ค่ะ น้อง ASUS K40In มีอะไรจะกล่าวมั๊ยคะ

ASUS K40In : ฮะ ก็ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของรุ่นพี่นะฮะ ก็หวังว่าคุณต้นข้าวจะชอบแล้วก็ใส่ใจผมมากกว่ารุ่นพี่ เพราะผมทั้งเร็ว แรง และ หล่อกว่า นะฮะ บางวันผมก็เห็นเธอแอบส่งสายตาให้ผมด้วยฮะ เพื่อนเธอก็ด้วยฮะ แบบว่าก็เข้าใจฮะ ผมมันเด็กใหม่ ไฟแรง สาวๆจะชอบผมก็ไม่แปลก

COMPAQ Presario V2000 : ปากดีนะครับน้อง เดี๋ยวปีหน้ามึงก็แก่ครับ ไม่ต้องห่วง

พิธีกร : เอ่อ ใจเย็นค่ะ คุณCOMPAQ Presario V2000 ไปพักผ่อนหลังเวทีก่อนนะคะ ค่ะส่วนคุณASUS K40In มีอะไรจะกล่าวเพิ่มเติมไม๊คคะ

ASUS K40In : ฮะ ผมรักทุกคนนะฮะ แต่รักคุณต้นข้าวมากที่สุดฮะ (ส่งตาหวานให้คุณต้นข้าว)

พิธีกร : แหม คุณASUS K40In ดูท่าทางจะขี้เล่นไม่เบานะคะ น่าจะสมน้ำสมเนื้อกะคุณต้นข้าว ยังไงก็ขอให้ทำงานเข้าขากันได้นะคะ ส่วนดิฉันก็ขอจบการสัมภาษณ์เพียงเท่านี้ค่ะ แล้วพบกันใหม่คราวนห้า ตอนคุณASUS K40In ถูกทิ้ง นะคะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

SIGG bottle design competition 2009




วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะส่งผลงานประกวดกับ SIGG water bottle design international competition แฮ่ๆ ตอนแรก อาจารย์ Tim ขู่ไว้ว่าหมดเขตวันที่ 14.08.09 ซึ่ง วันนั้นก็ตรงกับ Cohesion Day ไง

ก็แบบว่านั่งทำงานอยู่ที่โรงเรียน อดตาหลับขับตานอน จนเสร็จ ในวันพุธและวันพฤหัสก็กะว่าจะมาส่งที่โรงเรียน ก่อนไปเตรียมงานที่ SENTOSA แต่เนื่องจากไอ้ตอนที่กำลังรีบ แถมไม่ได้นอน แล้วต้องไปช่วยเพื่อนๆ จ่ายกับข้าวสำหรับ BBQ Party ด๊านนนน ไปเจอตรงที่เขาเขียนว่า หมดเขตรับสมัคร 30.08.09 กร๊ากกก กรูจะรีบแทบตายทำไมเนี่ย โห เห็นอาจารย์โคตรเร่งเลยยย แกคงถูกกดดันจากเบื้องบนมาอีกที 55 เห็นใจ เลยเอางานไปให้แกดูวันนั้น แล้วก็ทำให้แกเข้าใจว่าส่งวันนั้นแน่ ฮ่าๆ เสียใจอาจารย์ เพิ่งจะส่งเมื่อวานเอง ก็เราก็แบบว่ารอ Laptop ใหม่ไง คริคริ รวดเร็วทันใจ ทำงานแป๊บเดียวก็ได้เลย ไอ้แก่ Compaq เพื่อนยากที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาเกือบ 5 ปี ก็ต้องถึงคราอวสาน เนื่องจาก RAM มันเป็นรุ่นเก่า จะเพิ่มเป็น 1 GB ก็อาจจะต้องเสียไปเหนาะๆ 5,000 เท่านั้น เลยตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ ASUS K40In

ออกไปมองฟ้า ออกไปมองน้ำ


ฉันคนหนึ่งที่เคยมีความฝัน
และฉันวันหนึ่งก็ทิ้งมันไว้เช่นกัน
วันหนึ่งเหตุการณ์ที่มาล่วงเลยผ่านไป
วันหนึ่งอะไรที่เก็บไว้ก็คงอยู่อย่างนั้น
และเธอคนหนึ่งก็คงมีความฝัน
และฉันไม่อยากให้เธอปล่อยไว้เช่นกัน
เมื่อวันเปลี่ยน เหตุการณ์ก็ผ่านไปไม่คืนกลับมา
แต่ครั้งหนึ่งหากเธอจะจับมือออกไปกับฉัน

ออกไปมองฟ้าและน้ำที่กว้างใหญ่
ให้ได้กลิ่นดินที่ลมนั้นพัดเข้ามาจากสุดไกลตา
โลกอันกว้างใหญ่เรามันแค่ใคร

ออกไปมองฟ้าและน้ำที่กว้างใหญ่
ให้ได้กลิ่นดินที่ลมนั้นพัดเข้ามาจากสุดปลายฟ้า
โลกอันกว้างใหญ่เลือกทางที่ไปของเธอ

ฉันจะไปกับเธอด้วยเพลงนี้ ด้วยเพลงนี้

วันหนึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาล่วงเลยผ่านไป
วันหนึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านไปอาจลอยกลับมา

แค่ออกไปมองฟ้า
ออกไปมองน้ำ
ให้ได้กลิ่นดินที่ลมนั้นพัดเข้ามา

ออกไปมองน้ำ
ออกไปมองให้ไกลตา

ให้ไกลกว่านี้
ห้ไกลกว่าที่เคย

ที่เคยเป็นมา

ที่เคยทำมา

กล้าจะไปอย่างนั้น

เลือกหนทางที่เดินออกไป

เพลงนี้ชื่อ see scape ของ วง scrubb

ช่วงนี้มันเหนื่อยๆหน่ะ รู้สึกจัดการ หรือ บังคับใจตัวเองให้ทำการบ้านไม่ค่อยได้เลย มันรู้สึกไม่มีอารมณ์ อยากปิดเทอมเร็วๆจัง เราอยากไปทะเล อยากขึ้นเขา อยากไป ลาว เขมร เวียดนาม อยากไปอะไร ที่ไหนก็ได้ ที่มันยังเป็นธรรมชาติ เราอยากไป charge พลังกลับมาใหม่

Friday, August 28, 2009

อกหักเป็นร้อย ไม่เท่าครั้งนี้


KU ROBOT No.2

รู้อยู่แล้ว ว่าอกหักมันเป็นยังไง ... เนี่ยเป็นความรู้สึกที่เคยชิน เพราะชอบใครเค้า เค้าก็ค่อยจะชอบตอบหรอก มีหลงมาติดกับบ้าง แต่พอเอาเข้าจริง เรามันก็ไม่ใช่สเป๊คเค้าหน่ะแหล่ะ 24ปี ในการครองความโสด และ โฉด เหอๆๆ ไม่จริงๆ อันหลังไม่ใช่ ออกจะใสซื่อ บื้อด้วย หลายครั้งเลยแหล่ะ

ไอ้เราก็คิดไปเองว่า ตัวเองมันไม่เหมือนผู้หญิง ยิ่งรุ่นพี่มันตอกย้ำว่าเราเป็นหุ่นยนต์ อย่าเพิ่งตกใจค่ะ ที่ว่าหุ่นยนต์ก็เพราะ ถึก ไง ทำได้แทบทุกอย่าง อย่างที่ผู้ชายมันทำ เลยโดนตั้งฉายาว่า KU ROBOT รุ่น2 โดยมีคุณพ่อ ซึ่งรุ่นพี่ก็ตั้งชื่อว่า ไอสไตน์เป็ฯนสร้าง และ update ข้อมูลใหม่ตลอด ที่จริงพ่อไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย แต่โดนพวกรุ่นพี่มันล้อไปด้วย

ก็ในเมื่อมันถึกขนาดนี้ สวยเหรอ ก็คงจะไม่ ไม่งั๊นมันคงจะมีแมงวันหลงมาตอมบ้างหล่ะวะ แต่เราก็หลงคิดจริงๆว่าสาเหตุที่แท้จริงก็คือ แขนใหญ่ ไอ้อวัยวะอันนี้ มันเป็นสิ่งที่บ่งบอกความน่าทะนุถนอมได้เลยนะ ใช่สิ๊ เรามันมีของใหญ่อยู่กับตัว หรือผู้ชายมันจะคิดว่า อีนี่มันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องห่วงมันหรอก เหอๆๆๆ




GMS2008
24 ในการครองความโสด ก็เริ่มทำใจยอมรับหล่ะ แต่แล้วแล้วเมื่อปี 2008 ได้มีโอกาสไปค่ายเยาวชนค่ายหนึ่ง ได้เจอเพื่อนๆจากหลายชาติ โอ้โห ครั้งนั้น ไม่อยากจะคุยเสียงดัง แต่อยากเปิดเผยให้คนทั้งโลกรู้ ว่าตูก็มีคนจีบเว๊ย มีทั้งหมด 5 ประเทศ ส่งตัวแทนมาเลยประเทศละ 2 คน รวมกันเป็น 10 คน 10 คน ครับพี่น้องทั้งหลาย แหล่มป่ะหล่ะ รู้สึกดี คริๆ โถ่คนที่อ่านมาถึงตอนนี้ ถ้ามีคนมารุมชอบคุณขนาดนี้ คุณก็ต้องรู้สึกดี ยิ้มแก้มปริเหมือนกันหล่ะน่า อย่าๆ อย่ามาบ่น ว่าเราขี้คุย คริคริ แต่ประเด็น คือ ยกเว้น ประเทศเดียว คือ ประเทศไทย ที่ไม่มีใครสนเลย เหอๆ ก็เลยสรุปว่า ผู้หญิงอย่างเรา ต้องไปโด่งดังที่ต่างประเทศ เพราะเราเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป ฮ่าๆๆๆ อยากจะหัวเราะให้ท้องแข็งตาย และ ดีใจไปด้วยที่ได้ค้นพบคำตอบว่า ในโลกนี้ ก็ยังมีผู้ชายที่นึกชอบตูโว๊ยยยย!!

ฮ่าๆ ขำๆเนอะ อ่ะ ก็มาถึงตอนเลือกเจ้าชายกันบ้าง มีมาตั้งสิบจะไม่เลือกเลยนี่ก็เสียดาย แฮ่ๆ ทีจริงก็ไม่หรอก แต่โดนรุ่นพี่ยุ เพราะมีเพื่อนคนนึงกรี๊ดเรามาก แบบว่าประกบติด แต่ด้วยความบื้อ ก็เลยไม่รู้ว่าไอ้นี่มันชอบเรา ตอนแรกนึกว่าเป็นเกย์ ด้วยซ้ำไป เพราะเพื่อนเกย์อีกคนมาโม้ว่าไอ้นี่มันพิมพ์ I LOVE U ให้มัน (สงสัยตอนนั้นมันจะมาววว เลยโดนจับมือพิมพ์ คริๆ)ทำไปทำมา ก็มารู้ความจริง ว่าแอบชอบเรา แบบว่าก็เขิล แต่ก็ลองดูก็ได้อ่ะนะ แต่เพิ่งจะมาบอกความในใจก็ตอนอีกแค่ 3 วันโครงการจะจบ อืม แต่เราก็รีบรวบหัวรวบหาง เฮ๊ย ไม่ใช่ แบบว่าพาไป ROMANTIC กันที่ หลวงพระบาง และ ฮานอย โอยย คิดดูดิ ช่วงเดือนมกราคม อากาศมันหนาวววววว ก็แบบไม่เคยมีอ่ะ แต่เราก็ไปปั่นจักรยาน กะนั่ง cyclo กันหวานแหวว อากาศจะหนาวยังไง แต่ได้ไออุ่นของกันและกัน มันก็พอแล้ว แต่สัจธรรมก็มีจริง ความสุขมันมีแค่แป๊บเดียว 3 วันแห่งความสุขความตื่นเต้น กับการจะมีแฟนครั้งแรกก็นะ เฮ้อ เข้าใจใช่ไม๊ ความรู้สึกของคนที่จีบกันใหม่ๆอ่ะ

เป็นแฟน เฮ๊ย เราเรียกเค้าว่าแฟน แฟนคนแรกอ่ะเนอะ รู้สึกว่าเค้าน่ารักมาก รักมาก แต่รักก็ครึ่งๆอ่ะ เพราะไกลกันเนอะ คนละประเทศ แต่ก็ติดต่อกันตลอด แต่ยังๆไงๆ เราก็ฟังคนเค้ามาเยอะว่าช่วง PROMOTION มันแค่ 4 เดือนนะเฟร๊ย โอเค เตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็จะทำให้ดีที่สุดหล่ะ...

ความสุขมันมีแค่ช่วง PROMOTION จริงๆหน่ะแหล่ะ และแล้วช่วงเวลาแห่งความจริงก็มาถึง โทรหาน้อยลง sms น้อยลง เรื่อย เรื่อย เรือย ... แต่เราก็คิดในแง่ดี เพราะว่าเค้ายุ่งนี่เนอะ และก็คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของคู่ทั่วไปก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ แต่แล้วมันก็เริ่มเงียบเรื่อย ๆ ๆ ๆ เราก็เลยแก้ปัญหาให้โทรฟรีผ่านเนตกันดีกว่า เรื่องเงินจะได้ไม่ต้องเป็นประเด็น แต่แล้วก็มีปัญหาเนตเจ๊ง อยู่เรื่อยๆ ไอ้ช่วงที่ไม่ได้คุยมันทรมานสุดๆ เพราะถ้าให้เจอมันก็ยากอ่ะนะ



SINGAPORE 2009

คบกันมาตั้งแต่ 27.01.08 จนมาถึงช่วงที่เราตัดสินใจว่าจะมาเรียนต่อที่สิงคโปร์ ประมาณ เมษา 2009 ก็คิดว่ามันก็ยังดีๆ ประคับประคองไปเรื่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะชอบ อดทน อดทน และ อดทน แต่แล้วเค้าก็หายไปอีก หายไปเลย โผล่มาทีก็มมีแต่ข้ออ้าง 4 เดือน โทรมา 4 ครั้ง sms มีบ้างตามอารมณ์เค้า ไอ้เราก็นั่งเพ้อรอเก้อ...สัญญาว่าจะโทร ก็ไม่โทร จนวันนึงเราก็บึ้ม! แล้วเค้าก็ บึ้ม! กลับมาด้วยการเลิกติดต่อเราไปเลย ใช่ค่า ถูกทิ้งค่า !! พยามติดต่อ แล้วนี่ตูผิดด้วยเหรอ แต่เราต้องมาเป็นฝ่ายง๊อ พยามทำดีสุดๆแล้ว แต่ติดต่อทางใดก็ไม่ได้

ใครที่เคยอกหักจริงๆ ก็คงจะรู้ว่ามันทำอะไรไม่ไหวเลย อาทิตย์นึงที่จมปลัก งานการ ไม่มีอรมณ์จะทำเข้านอนก็ร้องไห้ทุกคืน โอ้โห มันเข้าสูตรจริงๆ นี่ยังไม่ได้ เปิดฝักบัวยืนร้องไห้ทั้งๆที่ยังใส่เสื้อ กลับไปยืนตากฝนร้องไห้ เพราะช่วงนั้นฝนไม่ตก กร๊ากๆ เออ ตอนนี้ก็ทำเป็นเล่นได้แล้ว แต่ไอ้ตอนนั้นดิ ไม่ไหวจริง เพลงเศร้า เพลงไม่เศร้า ก็เห็นแต่ภาพเค้า ร้องไห้เข้าไป

แต่ในช่วงอกหักนี่แหล่ะ ที่พบมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ เวลาตูร้องไห้ทีไร เพื่อนมันต้องโทรมาดิ หรือมาหาดิ มันก็เห็น เราก็ต้องบอก ยิ่งบอก ก็ยิ่งระบาย ไอ้ตอนประกาศบอกเพื่อนที่เมืองไทย ก็กำลังใจมาล้นหลาม อือ ตอนนี้แหล่ะ ที่มันสวยงาม เราก็เลยคิดว่า มันเสียเวลาหว่ะ จัดการอารมณ์ตัวเองให้กลับสู MODE ปกติ โดยตัดใจ และ SMS ไปบอกเลิก ก็นะ อนาถ แต่ก็มีทางเดียวแหล่ะที่ทำได้ เพราะ เขาไม่รับโทรศัพท์เรา และ ไม่ตอบ SMS เรา แต่อย่างน้อยเขาก็เห็น


STARING NIGHT แรงบันดาลในความเศร้าจาก Vangogh
อืม ก้าวมาได้แล้ว 1 step แต่ก็ยังรอเค้าอยู่ เพราะ เรายังไม่ได้คุยกันเลย แต่ก็ถูกเค้าทิ้งอย่างนี้ นี่มันก็เกือบเดือนแล้วที่เค้าไม่ติดต่อ รู้สึกว่ามันนานมาก เราก็กำลังเข้าสู่ stepที่ 2 ให้เวลามันช่วยเยียวยา แล้วสุดท้ายมันก็จะลืมไปเอง อยู่ที่ว่า "จะลืมช้า หรือ ว่าลืมเร็ว" เพราะทุกคนต้องลืมอยู่แล้ว



Skateboard Park,Somerset

ก้าวต่อไป ต้องดีกว่าเดิม อย่างน้อย เค้าก็ทำให้เราเคยมีแฟน เคยมีความรักแบบแฟน และรู้ว่า "อกหัก"ของจริงมันเป็นยังไง ขอบใจนะ

Friday, February 9, 2007

ชีวิตฉันกับนมเปรี้ยว

จู๊ด ๆๆๆ ... อะฮ๊า!! ...... แหม มันช่างสดชื่นจริงๆ

เว่อไปหรือเปล่า กะอีแค่ต้องดูด
นมเปรี้ยวทุกเช้าก่อนออกไปเรียนจนทำงานแล้วก็ยังทำ

ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันเรื่องความเคยชินไปแล้วหล่ะ เขาว่ากันว่า คนเราทำอะไรติดต่อกันเกิน 27 วัน ก็จะติดนิสัยนั้นทันที อืม แต่ทำไม เราเรียนติดต่อกันเป็นเวลาเป็นสิบปี แต่ทำไมไม่มีนิสัยรักเลยเลยฟระ?

เราเลือกกิน เพราะเชื่อว่า มันต้องช่วยให้เราปวดท้องเข้าห้องน้ำทุกวัน แล้ววันนั้นก็จะแสนสุข พร้อมสวาปามกับวันใหม่ได้ โดยไม่ต้องหนักท้อง พะอืดพะอม 555 (เห็นแก่กิน เหรอเนี่ย) ... แรกๆ มันก็เป็นอย่างนั้นแหล่ะ มีความสุขทุกวัน จนเวลาผ่านไป จากเดือน เป็น ปี จากปี เป็น สองปี ทำไมมันเงียบไป...ไม่มีสัญญาณใดๆตอบรับจากการดูด
นมเปรี้ยวอีก หรืออาจเป็นเพราะว่า เจ้าเครื่องในของเรามันชินกับการดูดติดต่อกัน 27 วันไปแล้ว อีตอนแรกมันก็คงตื่นเต้น เจอของเปรี้ยวสาดใส่ กระเพาะ ลำไส้เลยจั๊กกะเดียม ขนลุกจากในสู่นอก ทำเราขนลุกชูชันไปด้วย วิ่งเข้าห้องสุขาแทบไม่ทัน...

ยังไงก็ตาม มันก็ทำให้เราเลิกดูดไม่ได้เหมือนกัน เพราะเราดูดติดต่อเกิน 27 วันไปแล้ว ... นั่นแหล่ะ ทำให้เราเลิกกับนายไม่ได้ซักที เจ้านมเปรี้ยว

ถ้าไม่นึกถึงว่ามันเป็นยาระบาย ... แล้วมองอีกหลายมุมประโยชน์ จาก
นมเปรี้ยวมันก็มีเยอะจริงๆ รู้อย่างหนึ่งแหล่ะว่ามันมี วิตามินC ช่วยให้หน้าสวยใส ไร้สติ (เอ่อ อันหลังนี่ไม่เกี่ยวเป็นเฉพาะบุคคล)

แล้วตอนเด็กๆ คูณเคยงงป่ะ ที่เขาโฆษณาว่า
นมเปรี้ยวมันมีจุลินทรีย์และแลคโตบาซีลัส เป็นล้านๆตัว ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่ามันมีประโยชน์อะไร ฟังแล้วก็น่ากลัว ว่ามันจะเป็นสัตว์อะไรซักอย่างที่เข้ามาวิ่ง ดุ๊กดิ๊กๆในท้องของเรา แต่ก็ต้องลอง เพราะอยากรู้ เอาน่าซักล้านสองล้านตัวคงไม่เป็นไร เมื่อสัมผัสกับคำแรกเท่านั้นแหล่ะ อร่อยว่ะ ติดใจมากมาย ฉันคงหยุดไม่ได้แล้ว

เมื่อก่อน ป้าจะสั่งมาทีละ 6 ขวด แบ่งกับพี่ แล้วก็ถูกห้ามว่า อย่ากินเยอะ มันไม่ดี เราก็จินตนาการไปว่า เขาคงกลัวไอ้ตัวดุ๊กดิ๊กเต็มท้องเราแน่ๆเลย แต่ขวดมันเล็กอ่ะ ดูดแค่อึดใจเดียวก็เกลี้ยงขวดแล้ว เลยต้องแอบย่องไปกรึ๊บอีกขวด (แต่ก็ต้องตระหนักในในว่าห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด โปรดสังเกตคำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง!)...เฮ้อ คงต้องรอวันพรุ่งนี้ถึงจะได้กินใหม่

มันเป็นสันดานติดตัวไปแล้วหล่ะ ฉันว่า.... แล้วก็ยิ่งปีกกล้าขาแข็ง ไม่กลัวที่จะกินเกินกว่า 2 ขวดอีกต่อไป เราเริ่มกินเยอะขึ้น เปลี่ยนเทคนิคการกินไปเรื่อย ทำไอติมบ้าง นมปั่นบ้าง ผสมกับน้ำผลไม้บ้าง หรือเปลี่ยนจากการใช้หลอกเจาะดูด มาเป็นเล็บจิกบนฝาฟลอยด์ แล้วเอาปากประกบดูดซะเลย เอ้า ทำเป็นเล่นไป มันอร่อยขึ้นจริงๆนะคุณ

แล้วเราก็เริ่มเปิดโลกทัศน์กว้างขึ้น เราไม่ยึดติดแค่ยี่ห้อเดียว เราเปลี่ยนรสไปเรื่อยๆ ถ้ายิ่งอร่อยและเต็มไปด้วยปริมาณ เราก็จะเลือกมาดูดดื่มทันที จากขวดเล็กๆ จากซองพลาสติกที่ดูดมาแต่เด็ก ก็เปลี่ยนเป็นกล่องใหญ่ขึ้น ยิ่งโต รสชาติแปลกใหม่ๆเพื่อสุขภาพก็มากขึ้น และตอนนี้ฉันหันมาดูดรส ผักผลไม้ผสม แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะดูดเจ้าขวดเล็กในบางวันด้วย (อย่าน้อยใจน่า ... เรามีเวลาให้นายตลอดแหล่ะ)

ที่เลือกรสนี้ ก็เพราะมันแลดู ได้เยอะดี ทั้งวิตามินและเกลือแร่ ... (one stop drink) เลยไง อิอิ วันนี้ไม่รู้นึกครึ้มอะไร หรือ เพราะว่ามันว่าง ระหว่างนั่งรถมาทำงาน ก็เลยยกกล่องนมขึ้นมาอ่าน อืมม อ่อ อ่อ ...หืมม ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าได้สารอาหารเยอะอย่างนี้ กินแทนข้าวได้เลยเนี่ย แถมไร้คอเรสเตอรอลด้วย คุ้มมากๆ หวังว่าคงจะฉลาดขึ้นถ้าดูดบ่อยๆ

เอาน่า ถ้าไม่คิดไรมาก
นมเปรี้ยว อย่างน้อยมันก็แก้เลี่ยน แถมถ้าได้ดูดตอนเย็น มันเหมือนเทผลไม้เข้าท้องเลยละคุณ

วันนี้คุณดูด
นมเปรี้ยวแล้วหรือยัง??
ถ้ายัง ก็ลองคลิ๊กเข้าไปดูประโยชน์กันนะจ๊ะ

Thursday, February 8, 2007

เล็กอย่างนี้ใครจะไปเห็นคะคู๊นนนน!!

ทำไมถึงทำกับฉันได้....

ทำไมถึงทำกับฉานนนนนนนได้...

ณ ขณะพิมพ์ มันอารมณ์นี้แหล่ะ ให้ตายสิ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ เคยเจอกับตัวเองไหม เวลาตื่นเต้นกับอะไรสักอย่างที่มั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้น หรือ มั่นใจว่ามีแน่ๆ มันจะต้องแห้ว!!

แล้วมันก็แห้วรับประทานซะอิ่มเลย เมื่อกี๊ เมื่อกี๊ นี้เอง สดๆร้อนๆ ความรู้สึกที่ทุ่มเททั้งหมด ยอมที่จะปล่อย
เงินเดือนอันน้อยนิดที่พอจะมีหล่นอยู่ในบัญชี เพื่อให้ได้มันมา NIKON D40 ของช๊านนนนนน มันหายไปกับอากาศ หัวใจหล่นมาที่ตาตุ่ม แล้วย้อยมาหมกอยู่ที่ขี้เล็บนิ้วก้อยข้างซ้าย

ความหวังทั้งหมด มันเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนข้าพเจ้า ตื๊ดๆมาหาด้วยอาการตื่นเต้น


ปนฉงนสงสัยว่าไอ้เจ้า NIKON D40 มันมีอะไรดี เนี่ยๆ มันอ่านเจอใน

นสพ.มหาชนติดหนึบฉบับหนึ่ง ลงว่ากล้อง NIKON D40 ลดราคาเหลือเพียง 15,000 บาทเท่านั้น เราก็เอ๊ะ ไม่เห็นมีเลยแวบเข้าไปดูเวบ NIKSTHAILAND ไอ้ตอนแรก อ้อ! สงสัยเป็นงาน NIKON แต่ที่สะดุดคือ งานจัดวันที่ 9/2/07 แต่ที่เพื่อนบอกคือ 8/2/07 แล้วก็ไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกับ D40 ราคา 15,000 บาท เพื่อความชัวร์ไม่หน้าแหก เลยโทรไปที่บริษัท ได้คำตอบว่าไม่มีรายการโปรโมชั่นนี้ อ้าววว...รีบโทรให้เพื่อนเชค มันบอกว่าวันที่ 8 จริงๆนะ งาน COMWORLD เลยเพิ่งตระหนักว่า มันคนละงานกันนี่เอง แต่จัดที่พารากอน เหมือนกัน

ไอ้ตอนแรกก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรหรอก เพราะกำลังอ้อนรุ่นพี่แกมบังคับขู่เข็ญให้ขาย NIKON D70 ให้ ใจมันก็เลยท่องแต่ D70 D70 D70 แต่มันก็เกิดขึ้นจนได้...

ด้วยความหวังดี จะช่วยเพื่อนหาข้อมูลตัว D40 แต่ก็ตกหลุมพรางซะเอง เพราะราคามัน 24,900 บาท กรี๊ดดดดดดด ลดเกือบหมื่น เกือบหมื่นนะเว๊ยเฮ๊ย! ส่วนฟังก์ชั่นการใช้งาน มัน มัน เกือบจะเท่า NIKON D80 แล้วอ่ะค่ะ เพียงแต่มันตัวเล็กกว่าเท่านั้น เหมาะมือกับสาวน้อยตัวเล็กบอบบางอย่างเรามาก หุหุ


แต่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจ แบบใจจะขาดรอนๆมากที่สุด ก็คือบทความ "จัดกระเป๋าท่องโลก" ของคุณพี่หาว
ตอนอ่านก็ไม่ได้อะไร นึกว่าเป็นเรื่องเล่าชิวๆทั่วไป แต่มันไม่ใช่ คำบรรยายบวกแง่คิดพร้อมภาพประกอบจากกล้อง D80 ที่พี่เค้าใช้ มันเหมือนกับเราไปยืนข้างๆพี่ที่โมร็อคโคจริงๆเลยแหล่ะ (เออ...ขนาดนั้นจริงๆ) แต่เนื่องจากไม่มีปัญญา วุฒิ กะเร เต เต....จะซื้อ D80 ได้ เอาวะ เอาตัวน้องนี่แหล่ะ D40 เบาดีด้วย

เมื่อตัดสินใจกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ... มันคือความตื่นเต้น กระวนกระวาย กระหาย want ยิ่งใกล้วันงาน มันยิ่งเป็น NEED ทันที

และแล้ววันนี้ วันที่ยอมทุ่มทั้งบัญชีให้เธอ...ก็มาถึง เรานับเวลาถอยหลัง...3...2 ...1 เที่ยงเป๊ง! เด้งออกจากเก้าอี้ ตรงดิ่งไปพารากอนโดยนัดเพื่อนมันไว้แล้ว พอเจอกัน เราก็รีบถลาเข้าลิฟท์ที่เบียดเสียดไปด้วยผู้คน นึกในใจว่ามันจะมาแย่งซื้อกล้องตัวเดียวกับกรูป่าวว๊า.... ลิฟท์ก็เร็วๆหน่อยดิ โอยยยยจอดกันทุกชั้นเลย พอถึงชั้น 4 ก็พากันเดินเข้างาน อ๊ะๆ ก่อนเข้าลงทะเบียนด้วยนะจ๊ะ จะได้ Sticker งาน
COMWORLD THAILAND มาแปะเสื้อ เหมือนคณะกรุ๊ปทัวร์อาอึ้มเลยทีเดียว

สถานที่จัดงานมี 2 ห้องใหญ่ แรกก็ตกใจ ไหนวะ กล้อง กล้องอยู่หนายยยย ไหนอ่ะ NIKON อ่ะ เริ่มโรคจิตและแล้วก็เจอ Boot PhotoHUT ....นั่นไงตู้ NIKON

คำถาม : พี่คะ D40 ราคา 15,000 อยู่ไหนคะ ???????

คำตอบ : ไม่มีครับน้อง (ตึ่ง!) จะซื้อราคา 15,000 ได้ น้องต้องซื้อของในงานให้ครบ 50,000 บาทก่อน (ตึ่ง! ตึ่ง!) แล้วน้องก็จะได้คูปองมาจับฉลาก (ตึ่ง! ตึ่ง! ตึ่ง!) ถ้าจับได้ชื่อน้อง น้องก็ซื้อได้ในราคา 15,000 ครับ (ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง ตึ ต ต .... ฟี๊บบบบ.... บรุ๊บบบ แป่ววว)

อ้าว ในหนังสือพิมพ์ ไม่เห็นเขียนเลยเพ่ เราถามกลับด้วยความหมดหวัง เขาก็เลยบอกเรามาว่าเขียนครับ
แต่ตัวคงเล็ก เราเลยสวน ฮึ!คงไม่เล็กธรรมดาแน่ๆเลย มันเล็กมากกกกกกกกจนไม่เห็นเลยแหล่ะพี่ คนขายก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ เราก็ได้แต่ร้องให้ฮือๆ ความฝันความหวังของกรู พังทลายหมดแล้ว

รู้ว่าเป็นกลยุทธ์การโฆษณา แต่ว่า เล็กอย่างนี้ใครจะไปเห็นคะคู๊นนนน!!

Friday, January 12, 2007

ใครว่าทำงานแล้วจะไม่ได้เที่ยว


"ไอ้ข้าว นายเอาไง จะไปไม๊??" เสียงรุ่นพี่ โทรมาจิกปนขู่กับทริปวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ มีให้เลือก ระหว่างเขาใหญ่ กะ เชียงใหม่

อืม คิดก่อนนะ ...ถ้าเป็น
เขาใหญ่ก็ไม่อยากไปอ่ะ แต่ถ้าเชียงใหม่ แล้วมันจะมีเวลาเร๊อ??? เมื่อบังคับให้เลือก ก็คงต้องเป็นเชียงใหม่....และจุดหมายที่จะไปคือ ดูทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยผ้าห่มปก ดอยสูงอันดับสองของประเทศไทย !

ที่ตัดสินใจไปที่นี่ ก็เพราะเราดูตัวอย่างรูปที่รุ่นพี่ส่งมาให้ เป็น Bear With Project , Trip to
ดอยผ้าห่มปก ประทับใจอ่ะ น่ารักโคตร เขาใช้หมีเป็นพระเอกในการเดินทาง แล้วหมีไม่ใช่ตัวเล็กน่ารักนะจ๊ะ แบกตัวเท่าคนไปหน่ะ!!!
เราก็เลยอยากเป็นหมีตัวนั้นบ้าง หุหุ

และแล้วก็มาถึงวันศุกร์ วันนี้รู้สึกป่วยและเพลียมาก เนื่องจากปวดท้องเพราะอาหารไม่ย่อย...เลยบอกพี่ไปว่า ป่วยอ่ะ ไปม่ไหว.....เสียงก่นด่าทอ สวนกลับมาทันใด! ด้วยศักดิ์ศรีตำแหน่งมันค้ำคอ และยังไม่มีใครมาสืบต่อรุ่นที่ 3 ของ KU Robot จึงต้องทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด เลยตอบไปด้วยความหงุดหงิด "เออๆๆๆ แต่ถ้าป่วยมาก ไม่ไปจริงๆนะ"
แต่สุดท้ายก็โดนลากไปจนได้....

จากที่คุยโม้ไว้ว่าสมาชิกที่ไปมีถึง 15 คนมีน้องๆสาวไปกันตรึม พวกผู้ชายก็ดี๊ด๊ากันใหญ่ แต่งานนี้มีไอ้คนเบี้ยวอยู่ ทำให้ฝันของชายไทยวัยหื่นต้องสลาย สุดท้ายก็เหลือแต่หน้าเดิมๆ (เฮ้อ เมื่อไหร่จะชวนหนุ่มๆไปกันบ้างว๊า จะได้กระชุ่มกระชวยหน่อย)

ทริปนี้มีหนุ่มสาวหน้าตาดีถึง 7 คน จากทั้งหมด 7 คน 555 พูดทำไมวะ ?? รวมกลุ่ม โดยเริ่มเดินทางจาก
เชียงใหม่เที่ยงวัน....แม้จะนาน แต่บรรยากาศรอบข้าง ไม่ไหวแล้ว สวยมาก ลองคิดภาพตามนะ รางรถไฟเส้นทางยาวถูกคลุมไปด้วยหมอก ยิ่งไกลก็ยิ่งทึบจนไม่เห็นทางข้างหน้า อากาศก็เย็นสุดๆ นี่กะว่าจะไม่ขึ้นดอย ไปนั่งชิวตามบาร์ในเมือง เพราะแค่นี้ก็สวยจะแย่แล้ว

ณ เชียงใหม่ เราเตรียมตัว นั่งรถไป อ.ฝาง กันต่อ แต่ระหว่างจะไป บ.ข.ส.นี่สิดันทำกระเป๋าตังหาย !!!! ซวยแสรดดดด รุ่นพีเลยรีบโทรไปสถานีรถไฟ เพราะอาจลืมไว้ในห้องน้ำ ปรากฏว่าเจอ เว๊ย มีคนเก็บไว้ให้ โอเคโล่ง....อ้าวแล้วใครเก็บอ่ะ.....โทรไปอีกรอบ อ้อ ชื่อเปิ้ล ให้ติดต่อเปิ้ล หน้าห้องน้ำนะ โอเค เดี๋ยวขากลับค่อยแวะมาเอา ทริปนี้เราเลยมีคนเลี้ยงทั้งทริปเลย เหอๆๆๆ

นั่งรถหวานเย็น ไป
อ.ฝาง ใช้เวลา 3 ช.ม. รถเหวี่ยงมาก ทำเอาสมาชิกเมารถ เมารัก และ เมาเหล้า ในเวลาเดียวกัน (อันนี้ไม่เกี่ยว เหอๆๆ) ถึงฝาง 5 โมงกว่าๆ ต้องจ้างรถขึ้นไปบนดอยอีก พอได้รถ ก็ต้องไปจ่ายค่าธรรมเนียมก่อน เจอเจ๊เจ้าหน้าที่เหวี่ยงใส่อย่างแรงงง มันเริ่มที่เราถามว่าเป็นนิสิตลดป่าวคะ เจ๊บอกว่า ถ้าพี่ลดให้ พี่ก็ต้องออกให้น้องนะ จะเอาไหม เราก็เหรอคะ.....แล้วมันก็เขียนใบเสร็จค่าเข้าโดยลอกจากฟอร์มที่เขียนให้ เจ๊นั่นดันอ่านลายมือเราไม่ออก บ่นอีก เขียนอะไรทำไมอ่านไม่ออกเลยหล่ะ เราเลยเน้นชื่อและนามสกุล (พูดเสียงดังๆข่มไปเลย จะได้รู้ว่าไม่พอใจเหมือนกัน)....เสร็จ ก็เตรียมขึ้นดอย ด้วยอารมณ์บ่จอยเท่าใด

รถเป็นกระบะ มีเหล็กกั้นสูงๆ การเดินทางขึ้นดอยครั้งนี้ผู้หญิงนั่งหลัง ผู้ชายนั่งหน้า เมียคนขับบอก ไม่มีความเป็นผู้ชายเล๊ยยยย 555

แม้ข้างหลังฝุ่นจะเยอะ เพราะถนนเป็นดินแดง แต่มันได้อารมณ์นะ ขึ้นเขากลางคืน ตลอดทาง มีหิ่งห้อย บินมาเล่น มาเกาะ ตลอดเลย กรี๊ดกราด ลั่นป่ากันใหญ่ ...พอขึ้นมาสูงได้ระดับหนึ่ง สวยอีกแล้ว ท้องฟ้า ที่พระอาทิตย์เพิ่งลับ สีแดงอมม่วงสุดสวย เป็นเส้นกลางตัด ทะเลดาว และพระจันทร์เสี้ยวดวงโต บนท้องฟ้า กับ ทะเลดาวนีออน ในตัวเมืองฝาง ระยิบ ระยับไปหมดเลย

ถึงที่พัก ลานกางเต้นท์ มีอยู่แค่ 4-5 เต้นท์เท่านั้น เรามาถึงกลุ่มสุดท้าย เกือบ 2 ทุ่ม รีบกางเต้นท์กัน ปรากฏว่า เต้นที่ผู้หญิงจะนอน เสาดันสั้นไป กางไม่ได้ เลยต้องไปนอนรวมกันที่เต้นท์ใหญ่ อากาศเริ่มหนาวยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ เลยรีบตั้งวงกินข้าว ก่อนเขาจะดับไฟ.....จากนั้นก็อาบน้ำ โอ้บุดด้าเบรสสสส ไม่เคยเจ็บ ขนาดนี้เลย อาบน้ำที่ไหนๆ ก็ไม่หนาวชาเท่าที่นี่แล้ว เจ็บทุกส่วนที่สัมผัสน้ำเลยค่าคู๊นน หน้าว่าด้าน เจอน้ำที่นี่เข้าไป ด้านกว่าเดิมอีก ถึงมาตบก็ไม่รู้สึกอะไรแล้วตอนนั้น.....

เสร็จ เขาก็ปิดไฟ เราเลยมานั่งผิงเตาถ่าน ปิ้งขนมปัง และ ดวดเบียร์ (ป่าวนะ ไม่ได้กิน เพราะแปรงฟังแล้ว แฮ่ๆๆๆๆ) จากนั้น ก็มาซุกตัวนอนดูดาวตกกัน ....อืมม ดาวไม่เยอะเท่าภูสอยดาว คงเพราะแสงสว่างจากเมืองแน่ๆเลย เลยเห็นดาวตกไม่กี่ดวง....ได้แค่ 4 ทุ่ม ก็ไม่ไหว เข้าเต้นท์ดีฝ่า ต้องตื่นตี 3 ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นอีก ก่อนนอน ทั้งเบียด และตบตีแย่งถุงนอนกับรุ่นพี่ จนน้องสองคนรำคาญ ออกมานอนนอกเต้นท์ จนได้เรื่องคืนนั้น!!!

ระหว่างที่มันนอนอยู่ น้องคนนึงก็สัมผัสได้ถึงมือคนมาจับแขน จับขา แล้วลูบมาถึงเป้า! โอ้ โดนลักหลับหรือเปล่า แต่มันก็ยังพยายามนอนนิ่งใต้ถุงนอนนั้น จนมือเลิกจับไป จากนั้น น้องผู้หญิงที่นอนอยู่ริมประตูเต้นท์ รู้สึกว่ามีคนมารูดซิป มันเลยทักว่าเป็นเพื่อนที่ออกไปนอนนอกเต้นท์หรือเปล่า ด้วยตาที่ยังปรับไม่ได้ของน้องผู้หญิง และ ชายคนนั้นไม่ตอบอะไร เขาจากไป ทิ้งเพียงร่างดำใหญ่ๆเดินหายไปในความมืด.....บรึ๋ย!!!

สักพัก... น้องผู้ชายทั้งสองคนก็เดินเข้ามาในเต้นท์ เพราะทนความหนาวไม่ไหว น้องผู้หญิงจึงถาม “เมื่อกี๊แกมารูดเต้นท์ป่าววะ” น้องผู้ชายงง แล้วบอก “กรูเพิ่งเข้ามาเนี่ย” บรึ๋ย!!!! รอบที่สอง .....ทั้งหมด ไม่พูดอะไร แล้วรอเวลาตื่น


ตี3 เสียงนาฬิกาดัง บังคับให้ทุกคนตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น.... เราจัดแจงเตรียมของ และลากสังขารอันอ่อนระโหยโรยแรง แต่กำลังใจเต็มเปี่ยม ขึ้นเขากันเช้ามืดนี้....ทางขึ้นเขา มีทั้งหมด 5 ลูก ไอ้เอี้ย ! ชันแสรดดดด สูงเอี้ย......มืดมาก.....เพียงลูกแรก น้องผู้ชายคนนึง ขอลา เราจึงทิ้งคำสัญญาว่าจะเจอกันข้างบนยอดนะ แต่น้องไม่รับปาก เพราะไม่มีแรงพูด หอบแฮ่กๆๆๆ (เป็นเพราะสูบบุหรี่จัดแน่ๆ) เราเลยไฟฉายให้มัน..... เหลือ 6 คน เดินทางต่อ ด้วยเส้นทางที่ชัน มืด เต็มไปด้วยขอนไม้ รากไม้ และ เหลือไฟฉายแค่กระบอกเดียว โดยมีรุ่นพี่เป็นคนนำทาง โอยยยย ..... เอาแรงมาจากไหนวะ เดินเร็วอิ๊บอ๋ายเลยยย เราเดินตามไม่ทันแสง น้องผู้หญิงจึงงัดกล้องดิจิตอล และรุ่นพี่อีกคนก็งัดโทรศัพท์มือถือ ออกใช้ส่อง ดู หิ..น...น.....น ตามทางเดิน..... ทุลักทุเลย และเหนื่อยแทบขาดใจ เราเดิน 2 ช.ม.ขึ้นถึงยอดภูในเวลา ตี 5 .15




เงียบสงัด ไม่มีใครขึ้นมาเลย ..... ข้างบนเป็นพื้นที่โล่ง เป็นยอดของภูเขาจริงๆ ไม่มีต้นไม้ใดๆมาบังตาเราทั้งนั้น เราจึงเห็นท้องฟ้าที่มืดสนิท เต็มไปด้วยดวงดาว ที่แน่น และ สวยจริงๆ จากความเหนื่อยและหิว จึงงัดเสบียงมานั่งกินรอพระอาทิตย์ขึ้น เป็นโมเมนท์ที่หนาว ทรมานใจมาก มันเย็นยะเยือก จนไม่อยากเอามือออกจากเสื้อเลย.....พร้อมทั้งรุมประณามรุ่นพี่คนที่เร่งให้ขึ้นมา ว่าจะรีบทำไมวะเนี่ย....

6.00 เส้นขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี จากดำกลายเป็นม่วงครามแดง เป็นเส้นตัดท้องฟ้าที่สวยงาม แบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มันสวยซะจนอยากจะหยุดไว้แค่นั้นแหล่ะ....แต่เวลาก็ล่วงเลยมาเรื่อยๆ แสงเริ่มสว่างขึ้น ภูเขาแต่ละลูกเริ่มฉายตัวเองออกมาจากความมืด สลับเล่นสีกัน แต่ยังไม่ชัดเท่าใดนัก

6.30 คนเริ่มทยอยขึ้นมา มากขึ้นเรื่อยๆ มารอดูดวงอาทิตย์ขึ้นรับวันใหม่พร้อมกัน ..... ทะเลหมอก ที่ลอยสูง เริ่มเห็นจับตัวในหุบเขาเป็นหย่อมๆ แต่ก็ไม่เยอะนัก แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร ได้แต่ครีเอทท่าทางถ่ายรูป เพราะท้องฟ้าวันนี้มันใสเหลือเกิน ..... ถ่ายกันจน Memory เต็ม เลยเตรียมตัวลง ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้าย.....


ขาลง....เพิ่งตระหนักถึงความยากลำบากกับเขา 5 ลุกที่พิชิตมาเมื่อเช้ามืดนี้ “ดีและที่มองไม่เห็นทาง จะได้ไม่ท้อ” ทำไมมันชันขนาดนี้วะ....เราและรุ่นพี่ผู้หญิง ไม่รอช้า ชอบนักแหล่ะ ทางอย่างนี้ มันต้องวิ่งลง เราสองคนวิ่งกันฝุ่นตลบ แบบชินทางกันมาก ....เวลาเจอกลุ่มคนที่ลงมาก่อนหน้านี้ ก็ต้องปล่อยให้เขาเดินลงนำไปซักระยะก่อน เราจึงวิ่งตามกันลงไป ถึงที่พักอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสูดฝุ่นไปหลายตลบ.....

เราเตรียมตัวเก็บของเก็บเต็นท์.....พี่คนขับรถมารอรับแล้ว หลับมาตลอดทาง ซึ่งผู้หญิงยังต้องนั่งข้างหลังเหมือนเดิม.....ตื่นมา นึกว่าถึงเมืองเชียงใหม่ อ้าวไม่ใช่เพิ่งถึงอ.ฝาง คิดเหนื่อยใจ นี่ต้องนั่งอีกตั้ง 3 ช.ม.เลยเหรอ รถไฟมา 15.40 จะทันไม๊?? นั่งหลับนั่งลุ้นมาตลอดทาง

ออกจากฝาง 12.00 ถึง เชียงใหม่ 15.20 ก็เริ่มวางแผนแยกย้าย เราก็ใจกังวล อยากได้เป๋าตังคืน รุ่นพี่คนที่โทรไปถามก็โอ้เอ้ ยึกยักจะไม่กลับ เราก็เริ่มหงุดหงิด จนเราตัดสินใจที่จะไปสถานีรถไฟคนเดียว รุ่นพี่คนนั้นก็ทักขึ้นว่า “กลับรถทัวร์เถอะ เดี๋ยวผมให้ตังค์คุณกลับบ้าน” ซักพัก ก็โยนกระเป่าตังเราออกมาจากเป้ ไอ้ ____!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! เก็บไว้ตลอดเลยเหรอ แล้วก็ไม่มีใครที่ชื่อ เปิ้ล ด้วย ไอ้พี่คนนั้นมันแต่งเรื่องหลอกตลอดทาง โดยมีรุ่นพี่อีกคนสมรู้ร่วมคิดด้วย โว๊ย!!!! ทั้งโกรธ ทั้งแค้น โดนอำอีกแล้ว -_-!

เรื่องก็คือ รุ่นพี่คนนี้เห็นกระเป๋าตังค์มันตกในรถ ตอนที่เรากำลังตบตีกับรุ่นพี่ตั๊กอีกคนอยู่ เลยเก็บไว้แล้วไม่บอก

ในเมื่อกลับรถไฟไม่ทัน เราเลยกลับรถทัวร์รอบ 6 โมงเย็นกะรุ่นพี่ผู้หญิงอีกคน ส่วนคนอื่นๆกลับกลับรอบทีหลัง... ที่จริงก็ไม่อยากรีบกลับเลย แต่วันจันทร์มันมีงาน และเยอะของจริง

พอมาถึง บ.ข.ส. ก็ไปล้างหน้าล้างตา ความซวยเกิดกับตัวอีกแล้ว ล้างหน้าอยู่ น้ำดันไม่ไหล โฟมก็ค้างอยู่เต็มหน้าอย่างงั้นหน่ะ บอกพี่เค้า เค้าบอกว่ากำลังเปลี่ยนปั๊มน้ำพอดี รอ 10 นาที เอ๊า! พี่ไม่ไหวแล้ว แสบหน้ามาก ขอน้ำหน่อย เขาเลยเอาน้ำจากตุ้เย้นมาให้ล้างหน้าเลย เฮ้อ รอดปายยยย......รถออก 6 โมง ถึงอยุธยาตี 4 อาบน้ำ แต่งตัว และเดินทางสู่ Office วันจันทร์

เฮ้อ .... ทำไปได้





Tuesday, October 24, 2006

สาวดอยจะไปสอยดาว

กลับมายืนที่เดิม....

ที่ที่เคยคุ้นตา....

ทำไมต้องร้องเพลงนี้หน่ะเหรอ?? ก็เพราะเรากลับมาเยือนภูเขาเส้นทางหรรษาหฤโหดอีกครั้งกับ "
ภูสอยดาว" เมื่อบอกอีกครั้ง ก็แสดงว่าเคยมาแล้ว ถูกต้องแล้วท่านผู้อ่าน นี่เป็นครั้งที่สองแล้วหล่ะ

ทำไมต้องกลับมาอีกหล่ะ?? ที่จริงแล้ว มันมาจากการ psycho จากเพื่อนของเราตัวหนึ่ง มันบอกมันเตรียมทุกอย่างแล้ว ถ้าเราไม่ไป มันก็อาจจะน้อยใจ จนถึงเกลียดเราได้ ...เฮ้อ! เอาวะ ไปก็ไป

คราวนี้เราไปกันตอนปลายเดือนตุลาคม โอ้!ปลายฝนต้นหนาว สิ่งที่ปิ๊งขึ้นมาทันทีคือ "ทะเลหมอก และ ทาก " เพราะเชื่อว่าระหว่างทาง ถ้าฝนตก พี่ๆชาวทากมาดุ๊กดุ๋ยๆเลอดหวานๆของช๊านแน่ๆ เราวาดฝันถึงอนาคตขางหน้าที่ใกล้จะมาถึง ฉันกะว่าจะไปคืนวันที่ลาออกจาก
aA นี่แหล่ะวุ๊ย และวันที่ 20 ต.ค. 49 ก็มาถึง จะออกวันนี้ แล้วเที่ยวกันคืนนี้เลย เหอๆๆๆ

เมื่อเวลายิ่งใกล้ ความตื่นเต้น และความโหดที่ฝังใจเมื่อตอนปีสองมันก็กลับมาอีกครั้ง คราวนั้นที่ตัดสินใจไปกับรุ่นพี่รุ่นน้องที่มหาลัยและไอ้เพื่อนคนนี้อีกเหมือนกันรวมๆแล้วก็ 9 คน เพราะเชื่อในสิ่งที่เฮ็ด และเฮ็ดในสิ่งที่เชื่อว่าเราจะเห็นทะเลหมอก จึงจัดแจงเก็บกระเป๋าเดินทางโยนขึ้นรถไฟจาก


ฉึกฉัก....ฉึกฉัก...ฉึกฉัก หลับๆตื่นๆ จนมาถึงสถานีอุตรดิษถ์ ประมาณตี 5 ก็ต้องต่อรถอีก2 ต่อ เมื่อไปถึงทางขึ้นตีนภู เราก็ได้รับข่าวน่าตกใจที่มาจากปากพี่เจ้าหน้าที่ว่า...."ข้างบนไม่มีน้ำเลยนะน้อง" .... เอ่อ...จิงดิพี่ ทำไงอ่ะ ก็ต้องแบกน้ำขึ้นไปไง

มันเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่มาก เสื้อผ้าก็มาเยอะเพราะกลัวหนาว ไหนจะขาตั้งกล้อง ไหนจะกระเป๋ากล้อง และ น้ำ แถมยังเดินขึ้นอีกตั้ง 7กม. อ๊วก!!!!!!

ไม่เป็นไร เพราะกรุ๊ปนี้มีผู้ชายชาตโยโดม ม่าช่าย ชายโฉดหุ่นล่ำตั้ง 5 คน กลัวอะไร แถมผู้หญิงก็หยั่งกะคัดตัวนักกีฬามาเดินขึ้นภู เหมาะสมแล้ว "อย่าไปกลัว!!!!"

จำได้ลางๆว่าผู้ชายแบกน้ำขวดขุ่นกันขึ้นไป คนละโหล บางคนก็ครึ่งโหล ส่วนพวกเราอย่างมากก็ครึ่งโหล ก็แทบบ้าคลั่ง หลังหักกันอยู่แล้ว

เมื่อเริ่มต้นเดินทาง ก็มีน้ำตกภูสอยดาวมาต้อนรับให้เรารู้สึกชื้นใจว่าอย่างน้อยมันก็มีน้ำ แม้จะอยู่ข้างล่างก็เหอะ แค่ทางเลาะน้ำตก ก็ทำเราแฮ่กๆๆๆ พักตรงกอไผ่กันแล้ว ฮ่วย! ยังไม่ทันเดินเลย แต่พอมาถึง เนินแรกเท่านั้นแหล่ะ ชื่อว่าเนินส่งญาติ อันนี้วัดใจเลยครับท่านผู้ชม สมกับชื่อ ถ้าไม่ไหว ก็ลาญาติพี่น้องพ้องเพื่อนที่เดินทางมาด้วยได้เลย จะอะไรหล่ะ ก็เพราะว่ามันชันมากหน่ะสิ แต่เนื่องจากเราเป็นหนุ่มสาวชาวอึด จึงพิชิตเนินแรกได้ อยากบอกว่า ถ้าพิชิตเนินนี้ได้แล้ว เนินอื่นก็ไม่ต้องกลัวหรอก ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเนินอื่นสบายนะ แต่มันจะปลงไปเองว่า แสรดดดดด....เป็นอย่างงี๊ทุกเนินเลย



เราพักกันเป็นจุดๆ จุดนึงก็ห่างกันไม่เท่าไหร่หรอก (พักบ่อยนั่นเอง) โห ก็เหนื่อยนี่หน่า แบกกันมาขนาดนี้ เราพักกันเป็นกลุ่มๆ พวกผู้ชายก็เดินร่อนกันขึ้นไปแล้ว เหลือแต่พวกเรา 4 สาว four angel พักกันเหงื่อท่วมกายทุกจุด เนินแล้วเนินเล่า ตั้งแต่ ส่งญาติ .... ปราบเซียน... เสือโคร่ง และ มรณะ (น่ากลัวไม๊หล่ะ รอดมาได้ก็บุญแล้วเนี่ย)

ไอ้ตอนช่วงเนินสุดท้าย เริ่มอาการไม่ดี เหมือนท้องจะเสีย โอยย ปวดขี้ ไม่ไหวแล้ว และบันได ตรงนั้นและกอหญ้า เอาวะ ไม่ไหวและ ให้รุ่นน้องคอยดูต้นทางว่ามีคนมาหรือไม่ กรูขอปล่อยก่อนหล่ะ โอ โล่งงงงงง กำลังจะนุ่งกางเกง มีลุงลุกหาบเดินมาพอดี ! ทำไงอ่ะ ทำอะไรไม่ถูก ขอโวยวายก่อน ลุ๊ง!(เสียงสูง) อย่าเพิ่งลงมา โป๊อยู่ๆ ลุงเลยบอก โอยไม่ดูหรอกอีหนู โอยยโคตรอายเลย (และนี่มันเลยกลายเป็นตำนาน "ข้าวขี้ภู" จนถึงปัจจุบัน)

วู๊ววววว!!!! ถึงแล้ว ขึ้นตอน 10 โมง ถึงข้างบนเกือบ 6 โมงเย็น ทันเห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าพอดี สวยจัง พรุ่งนี้จะตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ได้ เรานึกในใจ




พอถึงลานสน ก็ต้องเดินไปจุดกางเต้นท์ ซึ่งเชื่อว่าพวกที่มาถึงชุดแรกคงกางเตรียมไว้แล้ว อิอิ ตามทางที่เดินไป เราเห็นตรงจุดพักมีเพียง 4-5 เต้นท์เท่านั้น โห คนน้อยมาก เราข้ามลำธาร เพื่อไปนอนอีกฝั่ง ซึ่งไม่เต้นท์เลย เรากางเต้นท์ 2 เต้นท์เล็ก และ กรด ของรุ่นน้องคนนึง (มันเห็นแก่ตัว ออกไปปักกรดนอนคนเดียว แต่เดี๋ยวก็รู้ว่าเป็นยังไง..อิอิ)

ยิ่งมืด อากาศยิ่งเย็น จนไปถึงระดับยะเยือก เรารีบหุงข้าว ทำกับข้าว และก่อกองไฟ เพื่อบรรเทาความหนาว กินอิ่มแล้ว ก็ไม่ต้องหวังว่าจะอาบน้ำหรอก เพราะไม่มี ห้องน้ำก็แห้งเหือด เข้าไม่ไหวว่ะ เอาไว้จำเป็นจริงๆละกัน ก็นอนเน่ากันทุกคนแหล่ะ แต่ดีทีอากาศมันเย็น เลยนอนแช่แข็งไม่มีกลิ่น สบายไป อิอิ

เช้าแล้ว เราเดินตามทางไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ว๊าว! สดใสจังเลย ดวงอาทิตย์จ้าสว่าง เคลื่อนออกจากสันเขาของ
ภูสอยดาวในเขตลาว ดูไปก็ลุ้นไป ตื่นเต้นดี เมื่อดูเสร็จ เราก็กลับมาแปรงฟัน(อย่างเดียว พอ) เพราะพี่เจ้าหน้าที่บอกว่าจะพาขึ้นไปปีนภูสอยดาวในเขตลาวกัน จึงพึ่งตระหนักว่า เอ่อ...นี่เราเพิ่งอยู่แค่ลานสน ยังไม่ได้เหยียบยอดภูจริงๆซะหน่อย พวกเรา(แค่ผู้หญิง) ตื่นเต้น ตามติดพี่เจ้าหน้าที่ จะเดินพิชิตยอดภูให้ได้ แต่....

เวลามันล่วงเลย มาสักพัก ทำไมรุ่นพี่อีก 2 คนยังไม่มาฟระ....เดินไปตามเพิ่งจะรู้ว่า ไปหม้อสาวๆอีกกรุ๊ปนึง จะชวนเค้าขึ้นภูสอยดาวให้ได้ และแล้วตอนจบมันก็ลงเอยที่ว่า มัวแต่รอสาวๆ ทำให้สาย พี่เขาก็เลยบอกว่าคงขึ้นไม่ได้แล้ว เพราะคงลงมาไม่ทันแน่ๆ เนื่องจากเส้นทางสูงชันเป็นหน้าผา มีทั้งปีนป่าย และห้อยโหนเชือก !! ถ้าไปกันเยอะ คงเสียเวลามาก พวกเราที่เหลือ ได้แต่รุมประนามรุ่นพี่ 2 คนนั้น ที่มันทำเราเสียเวลาจนอดพิชิตภู แต่พี่เจ้าหน้าที่ก็ใจดี พาลงไปดูน้ำตกมอสกะทาทา (มุขเก่าไปป่ะ หุหุ)

ดีนะที่มีน้ำตกมอสมาย้อมใจ.... เราต้องไต่ลงทางดินที่ชันและชื้น ลื่นปรึ๊ดๆ ต้องคอยเกี่ยวต้นไม้ไว้ ไม่งั้นหน้าทิ่มลงเหวแน่ เราลงไปลึกมากกก จนไม่อยากคิดถึงขาขึ้นเลยว่ามันจะเป็นอย่างไร ที่เราลงไปก็เป็นบริเวณหินที่เคยมีน้ำตกไหลผ่านตอนหน้าน้ำ แต่ตอนนี้มันเหลือแต่หินเคลือบมอสสีเขียวเข้ม และโปรยหน้าด้วยใบเมเปิลสีแดงสด อืมม สวยว่ะ อยู่กันตรงนั้นซะทาน ก็ถึงเวลาปีก 555 ไม่ต้องมีคำบรรยาย มันเป็นดังคาด โอย โคตรเหนื่อยเลย

เรากลับมานอนเล่นพักผ่อนกันในเตนท์ เพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกดิน 5 โมงกว่าแล้ว เราตื่นขึ้นมา เพื่อให้รูปสวยที่สุด นอกจากฉากหลังสวยแล้ว นางแบบทั้ง 4 ยอดกุมาร (จาก angel เป็น กุมาร ไปแล้ว) ต้องสวยด้วย จึงหยิบเครื่องสำอางค์ เท่าที่มี มาแต่งหน้าเด้งกันใหญ่ จนลืมเวลาว่า เฮ๊ย! จะหกโมงแล้ว เรา4คน รีบกุลีกุจอ ออกจากเต้นท์ วิ่งแบกกล้องกัน ฮึ๊บๆๆๆๆๆ ..... อ๊ากกกก เห็นแล้ว ต้องวิ่งขึ้นเนินอีก เอ้าอีกอึดใจเดียว จะตกแล้ว จะตกแล้ว และ ตกไปแล้วววว......ไม่ทัน! มันตกไปแล้ว ทำไงอ่ะ เอาวะ ถ่ายตอนแสงนัวๆอย่างนี้แหล่ะ ยังไงก็ต้องเก็บบรรยากาศไว้ก่อน แชะ แชะ แชะ ... แล้วก็เดินลงกลับมาทำกับข้าวอย่างสิ้นหวังหมดแรง แต่ก่อนจะจากไป เราหันกลับไปถ่ายรูปท้องฟ้า โดยมีกลุ่มพี่ๆคนใต้ยังยืนอยู่ ปรากฎว่ามันคือภาพซีลูเอด สวยงามมาก ตื่นเต้นกรี๊ดกร๊าดกับผลงานกันใหญ่ เหอๆๆๆ

คืนนี้ มันช่างหนาวอะไรอย่างนี้.... เรากินข้าวไป ก็สั่นไป กินไปกินมา เกิดไอเดีย ตลกแดกอีกแล้ว จึงส่งเพื่อนหน้าตาดีไปแลกกับข้าว กับกลุ่มเต้นท์พี่คนใต้ที่มากางใกล้ๆกับเรา เหอๆๆๆ ไม่ต้องกินแต่ไข่กับผักแล้วโว๊ย ก็เพราะเราได้ทั้งแกงส้ม หมูยอ ลูกชิ้น มาหน่ะสิ.... ยังไม่พอ พี่เค้าเดินมาเพิ่มให้เองด้วย โอยย ขอขอบคุณน้ำใจ...ที่ไหลมา สู่ปักษ์ใต้บ้านเรา ... ใจดีจริงๆ

เมื่อหนำใจกับกับข้าวเหลาแล้ว เราก็นั่งย่อย โดยมีพี่เจ้าหน้าที่มานั่งคุย พร้อมเอาน้ำใสสีขาวมาด้วย เนื่องจากปริมาณน้ำร่อยหลอ จนเหลือเพียง 2 ขวด จึงกะว่าจะอาสัยน้ำเปล่าที่พี่เค้าถือมากินแทน พี่เค้าเทใส่ฝาขวดให้ 1 ฝา เราก็สงสัยว่าทำไมให้น้อยจัง น้ำมันขาดแคลนขนาดนี้เลยเหรอ แต่ก็ไม่เป็นไร กรึ๊บ! อ๊วกกก โอ๊กกกกกกกก แอ๊กกกกกกก โอยยย แสบร้อนไปหมดเลย ๆๆๆๆๆๆ อะไรอ่ะ และนี่ก็คือ "ตำนานเสียงหมูป่า"ของ
ภูสอยดาว

ฮึ่ย! เหล้าเหรอวะ ร้อนคอมาก แสบคอสุดๆ อื่มมม ก็อุ่นดีนะ อิอิ....แต่ไม่ไหว ตอนนั้นกินเหล้าไม่เป็น (อูวว "ตอนนั้น" แต่ ตอนนี้คงไม่แล้ว อิอิ)

ดึกพอสมควรแก่กาลเวลา ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีมืดสนิท แสงไฟที่เห็นก็มีเพียงกองไฟที่สุมให้เราอุ่นเท่านั้น ที่เหลือคือความมืดสนิทของท้องฟ้า ตัดกับลำแสงสว่างของดวงดาวนับล้าน เยอะจริงๆ เยอะมากๆ ท้องฟ้าเดียวกัน แต่มองจากที่นี่มันอัดแน่นไปด้วยดวงดาว ไม่รออีกต่อไปรีบปูผ้านอนเรียงนับดาวกัน ตกทีก็ตื่นเต้นที แต่เนื่องจากดาวมันตกเยอะมาก เลยเริ่มหมดแรงนับ หนาวก็หนาว แต่พอมานอนเบียดๆกันก็อุ่นดีนะ คลื่นทะเลดาวยิ่งดึกก็ยิ่งเปลี่ยนทิศทาง เสียงลมพัดต้นสน ยิ่งช่วยเสริมว่าอยู่ท่ามกลางคลื่นที่กำลังซัดฝั่งจริงเลย อู๊ย จะมีความสุขอะไรขนาดนั้น เรานอนดูดาว และ happy new year กันตรงนั้น เท่ป่าวหล่ะ

ผวาตื่นขากภวังค์ นั่งน้ำลายยืด.... เฮ๊ย บ่าย 3 แล้ว ! ต้องรีบออกจาก aA ที่ปราจีน เพื่อกลีบบ้านมาเอาของแล้วขึ้นรถไฟไปพิษณุโลก ที่ที่เรานัดหมายกับเพื่อนอีก 11 คน ที่ติดต่อผ่านรุ่นพี่ที่เคยไปค่ายอนุรักษ์ด้วยกันมา



เมื่อต่างคนต่างขึ้นรถไฟ โดยมีเราขึ้นที่สถานีอยุธยาเป็นคนสุดท้าย ปรากฎว่า จองที่ไม่ได้ จึงต้องนั่งแยกที่กัน แต่ก็ไม่ถึงกับไกลมาก แต่ที่แย่ก็คือ มันนอนไม่ได้ เราต้องนั่งบิดไปบิดมา ยกขา เท้าแขน เปลี่ยนท่า จนเป็นกายกรรมเปียงยางไปแล้ว

8.00 รถไฟถึงพิษณุโลก จึงโทรหาอีกกลุ่มที่นัดไว้ เป็นกลุ่มอนุรักษ์นก ชนก. จาก ม.เกษตร กำแพงแสน และผู้ติดตามรวม 11 คน เยอะแฮะ เมื่อแนะนำตัวทำความรู้จักกันแล้ว ก็แยกย้ายกันซื้อเสบียงกันที่ตลาดหน้าสถานี

9.00 เริ่มออกเดินทาง โดนนั่งรถสองแถวไปจนถึงตีนดอย ก็ดีนะ เปลี่ยนเส้นทาง แล้วก็สบายเพราะนั่งรถแค่ต่อเดียวก็ถึงตีนดอยที่จะเริ่มเดินทางขึ้นเลย

11.00 ถึงจุดที่ทำการอุทธยาน เราติดต่อจ้างลูกหาบของใช้ส่วนกลาง (สบายแล้วเรา) อิอิ ซื้อข้าวกล่องไว้เตรียมกินระหว่างทาง และก็ไม่แบกเสื้อผ้ามาเยอะอีกต่อไป เนื่องจากมีประสบการณ์อันเลวร้ายจากครั้งที่แล้ว ใส่ซ้ำๆกันหน่ะแหล่ะ อย่าไปคิดไรมาก


เที่ยงเวลา ได้ฤกษ์ออกเดินทาง ว๊าว น้ำแรงดีแฮะ เสียงน้ำตกไหลซ่าเสียงดัง เรียกกำลังใจฮึกเหิม เราเดินนำก่อนคนแรก เพราะกลัวช้า ส่วนคนอื่นก็เดินศึกษาต้นไม้ สัตว์ แมลง ตามริมทางเดิน ทำให้ต้องหยุดเป็นระยะ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะพวกนี้เขาเรียนเกี่ยวกับพวกนี้โดยตรง มาคราวนี้ได้เที่ยวแล้วยังได้ความรู้ด้วยนะเอ้อ!

เส้นทางเก่าๆ ภาพเดิม เนินหฤโหด มันกลับมาประจันหน้าอีกครั้ง แม้ว่าสังขารจะเริ่มล้า และไม่ค่อยจะฟิต เหมือนสมัยนู๊นนน (นานเนอะ) แต่กำลังใจเพียบ เพราะเพื่อนๆ เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันดีมาก ชิวค่าชิว เดินไปเหนื่อยก็พัก ถ่ายรูปกันหนุกหนาน จากกลุ่มแรก กลายเป็นกลุ่มสุดท้าย (อีกแล้ว) ถึงข้างบน 5 โมงกว่า โอว เดินเร็วมากเลย คิดไปคิดมาเร็วกว่าตอนนั้นเยอะ (ก็เรามีลูกหาบช่วยแล้วนี่) ถึง ก็นั่งรอพระอาทิตย์ตกแบบสบายๆ ถ่ายรูปเพลินๆ ติดนิสัย ถึงช้าๆ ได้ข้าวได้ปลาตรงหน้าทันที (แหะๆ ไม่ดีนะคะ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง ผู้ใหญ่ควรแนะนำ)

พระอาทิตย์ตกแต่ไม่เห็น เพราะเมฆบัง เราเลยเดินกลับที่พัก กรี๊ดๆๆๆๆ ทำไมคนเยอะอย่างนี้ อย่างกะ party บน
ภูสอยดาว เต้นท์นี่แทบจะเบียดทับกันอยู่แล้ว คราวนี้เราเลยต้องกางเต้นท์กันหน้าบ้านพักเจ้าหน้าที่ โดยกางกันเป็นซุ้มวงกลม แล้วเอาผ้าใบปูเป็นหลังคาตรงกลาง (แต่เขากางให้แล้วหล่ะ รู้สึกผิดเล้กน้อยที่ไม่ได้ช่วย)

เมื่องานกางเต้นท์ไม่ได้ทำ ผู้หญิงแม่บ้านอย่างเราก็ต้องช่วยเขาทำกับข้าว แต่เนื่องจากเขามีแม่ครัวแล้ว เราเลยอาสา แบกน้ำ โดยไปตักจากบ่อลำธารที่เขากักเอาไว้ให้หน้าห้องน้ำ โดยเอาน้ำมาไว้ล้างจาน ได้เวลาลงมือกิน อากาศเริ่มหนาว พื้นที่เล็ก เราจึงมานั่งเบียดกันกินข้าว โดยนั่งหันข้างกินกัน อร่อยและสนุก สรุปว่าเราเข้าขากันได้ดี เฮฮาๆ และนัดกันว่าคืนนี้จะไปนอนดูดาวกันแหล่ะ แต่ก่อนไป เมื่อมันมีน้ำแล้ว ก็ต้องอาบแหล่ะวุย เราอาบน้ำเย็นซู่ซ่ากันสนุกสนาน ออกมาก็สบายๆ ไม่หนาวมากเท่าไหร่

จากนั้นเราออกไปนอนดูดาวกัน นอนนับดาวกัน นอนได้ไม่นานก็กลับมานอนดีกว่า เก็บแรงไว้ดูพระอาทิตย์ขึ้นวันต่อไป ตี 5 นาฬิกาดัง หนาวมากและเพลีย เพราะไม่ได้นอน เลยขอบายไว้ดูวันพรุ่งนี้ละกัน เรา 4 คนขอตื่นสาย ออกมาเขาก็ทำกับข้าวเสร็จอีกแล้ว (เฮ้อ ไม่เข้าใจจริงๆ เราเห็นแก่ตัวมากไปป่าวเนี่ย) จึงรีบจัดแจงไปตักน้ำ มาล้างจานเหมือนเคย เพราะกลัวไม่มีหน้าที่แล้วเอาเปรียบเค้า

และคราวนี้ก็ต้องผิดหวังกับการพิชิตยอดดอยอีกครั้ง เพราะกฎอัยการศึก ห้ามเข้าเขตแดนลาว จึงห้ามขึ้นทั้งยอด
ภูสอยดาว และ ลงไปน้ำตกมอสทาทา จึงได้ไปแค่น้ำตกสายธารทิพย์ ก็ลงไปลึกพอสมควร แต่ทางไม่ทรหดเท่าน้ำตกมอส เราขึ้นมาทั้งหมด ยกเว้นเพื่อนอีก 2 คน รอนานแล้ว มันไม่มาสักที เลยเดินไปถ่ายรูปเล่น แล้วไปนอนพักผ่อนที่เต้นท์ เอ มันทะแม่งๆ หรือไอ้เพื่อนคนนี้มันจะเกิดตำนานรักภูสอยดาวรอบสอง จากที่รอบแรกที่ไปกะมัน ก็เกิดความรักระหว่างมันกะรุ่นพี่คนหนึ่ง

แล้วก็จริงดังว่า ไอ้สองคนนี้พอมันลงมา ก็คบเป็นแฟนกันเลย หลุดโสดไปอีกคนค่ะ เพื่อนดิฉัน .... เหลือแต่เราเศร้าเดียวดายยยยย ฮือๆๆๆๆ

เราออกไปเดินเล่นตอนบ่าย แล้วก็เตรียมพร้อมดูพระอาทิตย์ตกอย่างเต็มที่ แต่งหน้าเตรียมไว้เลย หุหุ (เรื่องความงาม มันห้ามไม่ได้จริงๆ) แล้วก็เกือบจะประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เนื่องจากรอหลายคน เลยช้า เราวิ่งกันเป็นขบวนกลองยาว เฮขึ้นเนินเพื่อไปดูพระอาทิตย์ตก เร๊วๆๆๆๆๆ เสียงเร่งจากข้างหลังให้รีบวิ่ง มีหลุม มีบ่อก็ไม่สนแล้ววุ๊ยงานนี้ อึ๊บ! ว๊าว พระอาทิตย์ตก ทันจนได้ ช่างโรแมนซ์ อะไรขนาดนั้น สุขสุดๆ อิ่มใจได้เห็นแสงสุดท้ายของวัน เราถ่ายรูปกันอย่างหนุกหนาน ก็กลับมาทำกับข้าว

กินข้าวเสร็จ ก็แยกย้ายไปอาบน้ำ แต่เนื่องจากคนเยอะมาก เลยตัดสินใจเราผู้หญิง 3 คน จะอาบน้ำร่วมสาบานกัน เดินเข้าไปหาถังมารองน้ำ ๆได้มา 4 ใบ อาบ 1 คนต่อใบ และเหลืออีกใบเอาไว้สำรอง

ซ่า!!.....น้ำที่หล่นจากขันแรก มันน่ารักน่าลุ้นอะไรขนาดนี้ โอยยยย เย็นนนนน ขันแรกผ่านไป เราอาบไปก็ขำไป เพราะห้องที่เรายืนโป๊กันคนละมุม มันมีรูเต็มไปหมด แสงไฟฉายส่องผ่านมาทีนึง (รู้ว่าไม่มีใครมาแอบดูหรอก) ก็เห็นอะไรแวบๆ ของเพื่อนทีนึง แต่ไม่กล้าดูเต็มๆ เพราะเดี๋ยวจะฝันร้ายซะก่อน

อาบเสร็จสบายตัว ก็เตรียมตัวไปนอนดูดาวกันต่อ คราวนี้ ไม่ดูเฉยๆ ดูไปเล่าเรื่องผีไป บรึ๊ยยย!! น่ากลัว กลับมานอนดีกว่า คืนนี้เรานอนสบาย เพระไปเช่าผ้านวมมาห่ม (ทำไมคืนแรกไม่เช่าฟระ นอนหนาวไร้ผ้าห่มกันซะงั้น) นอนหลับอุ่นสบาย แต่ไม่นานก็ต้องตื่น

ตี 5 เสียงนาฬิกามือถือดังระงมเต๊นท์ บังคับ 15 ชีวิต จงตื่น จงตื่น จงตื่น เดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ด้วยความที่เรามีประสบการณ์กับเพื่อน เพราะเคยมากันแล้ว อีก 13 ชีวิตมันจึงฝากความหวังว่าเราจะพาไปถูกที่

เราตัดสินใจไม่เดินตามแผนที่ที่ชี้ไปจุดดูพระอาทิตย์ เราเชื่อในเส้นทางที่เคยเดิน แต่เส้นทางมันเปลี่ยนไปแล้ว เรายิ่งเดิน ก็ยิ่งไม่แน่ใจ ทุกคนเลยตัดสินใจกลับไปตามแผนที่ ไปยืนดูกันที่ท่อนไม้ และสุดท้ายเราก็ไม่เห็นอะไร เนื่องจากเมฆหนาและคลุมเขาทั้งลูก แสงเลยส่องไม่ไหว แห้วไปตามระเบียบ

เดินกลับมาเก็บเต้นท์เตรียมตัวลงอย่างรวดเร็วด้วยการวิ่งประชดทางชันที่ทำชั้นเดินขึ้นแทบไม่ไหว เมื่อลงมาถึงข้างล่าง รู้สึกเจ็บทั้ง ขา เข่า และ เท้าเป็นอย่างมาก (สมน้ำหน้า ใครให้แกวิ่ง!!) ไม่รอช้า น้ำตกอยู่ข้างหน้า รีบมาเก็บของ แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า ไปต่อแถวสระผมในน้ำตก ปีนท่อนไม้กระโดดกันอย่างหนุกหนาน เฮ้อ สบายจายและตัว

4 โมงเย็น หลังจากอาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเสร็จ ก็จ้างรถลงไปตัวเมืองพิษณุโลก ได้เวลาแยกย้ายกลับบ้าน ระหว่างทาง พวกเราก็งัดเพลงเด็ดมาดวลกัน จนถูกคอ และเพิ่งรู้ว่า เป็นพวกเดียวกันเลยร้องกันเสียงแหบ จนถึงตัวเมืองตอนเย็น รีบมาดูที่สถานีรถไฟ รถออก 19.05 นี่ก็เหลือแค่ 15 นาที เราจึงแยกย้ายกับเพื่อนๆที่ต้องกลับ aA แล้วนั่งรถไฟมากับพวกกำแพงแสน ถึงบ้านตี 2 นอนสบาย เตรียมตัวทำงานที่ใหม่ต้นเดือน

ดีจัง ทริปนี้ มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นตั้งหลายคน แล้วก็เป็นกลุ่มที่ดูสัตว์ ดูพืชเก่ง แถมแนวเดียวกัน

เราว่า...มิตรภาพดีๆ เกิดขึ้นได้เสมอ

Monday, March 13, 2006

นิสิตเกษตรวันสุดท้ายแล้วเหรอ??

13-03-06
9.00 เป๊ง สอบสตรี แต่....